
เรื่องไม่รู้ที่ควรรู้
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
เราอาจจะได้ยินคำที่เป็นปรัชญาชีวิตเก๋ๆ กันบ่อยๆ เช่น “คนเราเกิดมาเพื่อตาย” หรือ “เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต” แต่ปัจจุบันมีคนมาต่อคำเหล่านี้ออกไปอีก เช่น “คนเราเกิดมาเพื่อตาย แต่ก่อนตายถ้าไม่มีเงินมันทรมาน” หรือ “เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ 99% ของชีวิตต้องใช้เงิน” ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคำดั้งเดิม หรือดัดแปลงมา ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ปฏิเสธได้ยากว่ามันใช่อ่ะ
การสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง สำหรับบางคนง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แต่สำหรับบางคนใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่สามารถทำได้ เรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุญบาปหรือชะตากรรมอะไร ขึ้นอยู่กับโอกาสและต้นทุนของแต่ละคนที่ไม่เท่าเทียมกัน แบบว่าเลือกเกิดไม่ได้
ดิฉันชอบทำประกันชีวิต และเป็นคนที่ทำประกันชีวิตตั้งแต่อายุ 20 ปี จนขณะนี้กรมธรรม์ประกันชีวิตฉบับแรกที่ได้ทำไว้ ครบกำหนดไถ่ถอนไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งดิฉันไม่ได้คำนวณว่าขาดทุนหรือกำไร เพราะตอนที่ซื้อเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วเบี้ยประกันชีวิตถูกมาก เพราะอายุยังน้อย และตลอดอายุสัญญากรมธรรม์ ไม่เคยได้เคลมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ก่อนที่กรมธรรม์ฉบับแรกจะหมดอายุ ดิฉันก็รีบทำประกันชีวิตฉบับที่ 2 ทันทีที่มีรายได้เพียงพอจะจ่ายเงินค่าเบี้ยประกันได้ เพราะสุขภาพยังแข็งแรง ซื้อประกันก่อนอายุ 40 ปี เบี้ยประกันจะถูกกว่าไปซื้อตอนที่อายุมากกว่านี้ แต่ครั้งนี้ดิฉันซื้อประกันชราภาพด้วย เพราะจะได้สิทธิประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษี และจะมีเงินก้อนรายปีใช้ เมื่อดิฉันเกษียณอายุงานไปแล้ว
ถ้าหากดิฉันเสียชีวิตก่อน ดิฉันก็คงไม่ได้ใช้เงินนี้ แต่ครอบครัวพี่น้องก็จะได้นำเงินจำนวนนี้ไปใช้ประโยชน์แก่ชีวิตเขาได้ ซึ่งดิฉันจะต้องระบุให้ชัดเจนลงไปเลยว่าจะยกผลตอบแทนให้กับใคร และก็บอกกับเจ้าตัวไว้ด้วยว่าดิฉันทำประกันชีวิตไว้โดยมีผู้รับผลประโยชน์คือใครบ้าง
ที่เล่าเรื่องของตัวเองมาเสียยืดยาวนี่ ไม่ได้จะมาชวนคุณผู้อ่านทำประกันชีวิต แต่ดิฉันจะมาเตือนคุณผู้อ่านที่ได้ซื้อประกันชีวิตไว้แล้ว อย่าเก็บเป็นความลับ ควรจะบอกกับคนใกล้ชิดว่าคุณได้ซื้อประกันชีวิตไว้กับบริษัทอะไร ไม่จำเป็นต้องบอกรายละเอียดว่าคุณทำประกันวงเงินเท่าไร หรือยกผลประโยชน์ให้กับใคร หากเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันขึ้น ก็จะมีผู้ไปจัดการทรัพย์สินให้คุณ
ที่ต้องเตือนกันนี่ เพราะคุณผู้อ่านคงไม่ทราบว่า ในแต่ละปีมีคนที่ซื้อประกันชีวิตแล้วกรมธรรม์ครบอายุตามสัญญาประกันภัย แต่ไม่มีลูกค้า หรือผู้รับผลประโยชน์มาติดต่อขอรับเงินคืน ค้างเงินจำนวนนี้ไว้ที่บริษัทประกันชีวิต โดยที่บริษัทก็ไม่สามารถนำเงินจำนวนนี้ไปทำอะไรได้ นอกจากไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ตามกฎหมายนั้น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดว่า หากผู้ทำประกันหรือผู้รับผลตอบแทนไม่มารับเงินภายในระยะเวลา 10 ปี ให้บริษัทประกันชีวิตส่งเงินที่ค้างรับของลูกค้ารวมทั้งเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ ส่งเข้ากองทุนประกันชีวิต หากบริษัทใดไม่ดำเนินการกฎหมายมีโทษปรับ
เมื่อเร็วๆ นี้ คปภ.ได้สั่งปรับบริษัท เอไอเอ ประเทศไทย เป็นเงินจำนวน 70 ล้านบาท เนื่องจากไม่นำส่งเงินที่ครบกำหนดสัญญาตามกรมธรรม์ที่ไม่มีลูกค้า หรือผู้รับผลประโยชน์มาติดต่อขอรับ
เงินคืนเกิน 10 ปี วงเงินร่วม 200 ล้านบาท ซึ่ง คปภ.ระบุว่าเป็นการปรับเงินที่สูงสุดตั้งแต่มีการตั้ง
คปภ.มา
วงเงินที่ไม่มีผู้มารับเงินผลตอบแทนประกันชีวิต 200 ล้านบาทนั้นเป็นของบริษัทเดียว แต่ถ้ารวมวงเงินของบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยทั้ง 23 แห่ง วงเงินที่ถูกทอดทิ้งน่าจะสูงกว่านี้มาก
ดิฉันได้ติดตามสอบถามไปยัง คปภ.ว่า เหตุผลที่ลูกค้า หรือทายาทไม่ติดต่อขอรับเงินตามสัญญาเป็นเพราะอะไร ก็ได้รับคำตอบว่า เกิดจากหลายปัจจัย เช่น อาจเกิดจากลูกค้าไม่ทราบว่ากรณีไม่ชำระเบี้ยประกันชีวิตต่อเนื่อง บางกรมธรรม์จะมีมูลค่าเงินสดเหลืออยู่ และเงินก้อนนี้จะมีผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลา
หรือลูกค้ามีการโยกย้ายที่อยู่และไม่ได้แจ้งต่อบริษัทประกันชีวิตจึงติดต่อไม่ได้ แต่สาเหตุที่มากที่สุดคือ ผู้เอาประกันเสียชีวิต โดยไม่ได้แจ้งทายาทว่าได้ทำประกันชีวิตไว้ ไม่มีใครรู้ว่ามีการทำประกัน เมื่อเสียชีวิตก็ไม่มีใครรู้ นอกจากนี้กรณีลูกค้าฆ่าตัวตาย บริษัทประกันจะไม่จ่ายค่าสินไหมกรณีนี้ แต่บริษัทประกันจะจ่ายส่วนที่ผู้ทำประกันไว้แล้วคืนให้กับทายาท ซึ่งบางคนก็ไม่รู้ จึงไม่มีการเคลมประกัน
เรื่องนี้มันเป็นเรื่องสิทธิของผู้บริโภคที่ต้องรู้ ดิฉันว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าที่ควร แต่เป็นเรื่องควรรู้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเราเองและครอบครัว
อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขอเตือนมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายที่จะต้องออมภาคบังคับผ่านกองทุนประกันสังคม มีเรื่องที่จะต้องรู้เช่นกัน ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ที่มีการออมในกองทุนบำเหน็จชราภาพ ที่สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินให้เมื่อเกษียณอายุงานแล้ว หากผู้ประกันตนเป็นคนโสด ไม่มีสามีหรือภรรยาเป็นตัวเป็นตน และไม่มีลูกสืบสกุล ถ้าเกิดเสียชีวิตขึ้นมา โดยที่บิดาและมารดาก็เสียชีวิตไปแล้ว เงินจำนวนนี้หากไม่ได้ทำพินัยกรรมยกให้กับพี่น้องคนไหน เงินจำนวนนี้จะตกเป็นของกองทุนประกันสังคมโดยอัตโนมัติ
เรื่องนี้ทางสำนักงานประกันสังคม แนะนำว่า ผู้ประกันตนควรจะไปแจ้งต่อส่วนงานสิทธิประโยชน์ประกันสังคมตามพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนไว้ ขอทำพินัยกรรมยกเงินประกันให้กับใคร จะใส่ชื่อกี่คนก็ได้ หากไม่ทำก็ต้องมีผู้ร้องต่อศาลขอเป็นผู้จัดการมรดกจึงจะขอรับเงินได้
ปัจจุบันมีผู้ที่ได้รับสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพสะสมตั้งแต่ปี 2557 ถึงปี 2558 รวมทั้งหมดกว่า 5.9 หมื่นคน เป็นเงินกว่า 5,200 ล้านบาท ซึ่งจำนวนผู้ได้รับสิทธิจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุของผู้ประกันตน เรื่องนี้ได้ยินมาว่าทางสำนักงานประกันสังคมมีความคิดจะเพิ่มการเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนบำเหน็จชราภาพ โดยคิดมาหลายวิธี เช่น การขยายฐานเงินเดือนของผู้ประกันตนจากขั้นต่ำกำหนดอัตราเงินเดือนอยู่ที่ 1,600 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาท ก็จะเพิ่มเป็นขั้นต่ำ 3,000 บาท และสูงสุด 2 หมื่นบาท การขยายอายุเกษียณจากปัจจุบันอยู่ที่
55 ปี เพิ่มเป็น 60 ปี
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาถึงการเพิ่มอัตราการจัดเก็บเงินสมทบเฉพาะในส่วนของเงินสมทบกรณีชราภาพให้มากกว่าปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 3% เป็นต้น หากผู้ใช้แรงงานอย่างดิฉันหรือท่านผู้อ่านจะต้องจ่ายเงินสมทบตามกฎหมายแล้ว ก็ควรจะรักษาสิทธิของเราให้ดีที่สุด ถึงเราจะไม่ได้ใช้เงินนี้เอง แต่ญาติพี่น้องก็สามารถนำเงินไปใช้ประโยชน์ได้







