
จับตาพม่ายุคใหม่ ปฏิรูปพุ่งชนความท้าทาย
โดย...ช้องนาง ปรีชาเจริญศิลป์
โดย...ช้องนาง ปรีชาเจริญศิลป์
อนาคตทางการเมืองของเมียนมาเป็นไปในทิศทางบวกมากขึ้น หลังตัวแทนจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ตบเท้าสาบานตนเข้ารับตำแหน่งรัฐบาลพลเรือนครั้งแรกในรอบ 50 ปี ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ถิ่นจอ และผู้นำหลังม่านตัวจริงอย่าง อองซานซูจี
ไม่มีใครตั้งข้อกังขามากนักกับรัฐบาลพรรคเอ็นแอลดีในการพยายามนำพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ท่ามกลางการต่อสู้อันยาวนานมาหลายทศวรรษ ทว่าในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลพลเรือนใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ในการบริหารประเทศ ต้องเผชิญความท้าทายอีกหลายด้านที่ยังรอการพิสูจน์ฝีมือ โดยเฉพาะในด้าน “เศรษฐกิจ” และ “ปัญหาความขัดแย้งจากกลุ่มชาติพันธุ์”
สิ่งที่รัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ต้องรับช่วงต่อจากรัฐบาลอดีตประธานาธิบดี เต็งเส่ง ก็คือการเดินหน้าเปิดประเทศควบคู่ไปกับการปฏิรูปการเมือง รวมถึงปรับเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศให้เสรีมากยิ่งขึ้น ไปจนถึงการลงรายละเอียดของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ
วินฟราย วิคเลน ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ในเมียนมา ระบุว่า แม้ผลลัพธ์จากการปฏิรูปเศรษฐกิจของเมียนมาที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2011 จะเป็นไปในทิศทางบวก แต่รัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมายังต้องเผชิญกับความท้าทายจากการปฏิรูปเศรษฐกิจในระดับที่สูงขึ้นไปอีก รวมถึงการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศที่ยังมีไม่เพียงพอ อีกทั้งยังต้องทำงานควบคู่ไปกับกระบวนการสันติภาพและความปรองดองทางการเมืองด้วย
ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากกฎหมายสนับสนุนการลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมเหมือง รวมทั้งอนุญาตให้ธุรกิจต่างชาติร่วมทุนกับธุรกิจในประเทศ เพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศแล้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษ (เอสอีแซด) ทั้ง 3 แห่งของเมียนมา ก็ยังถือเป็นหมัดเด็ดในการดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ)
อีกด้วย
เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เมียนมาได้เปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวาเฟสแรก เน้นนิคมอุตสาหกรรมการผลิตมูลค่ากว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.28 หมื่นล้านบาท) เพื่อดึงดูดเอฟดีไอ
ทว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และเขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิ่วในรัฐยะไข่ กลับต้องเลื่อนการเปิดออกไป เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธุ์ท้องถิ่นและปัญหาขาดแคลนเงินทุน
ทิศทางการลงทุนในเมียนมาที่ดูจะสดใส เริ่มเผชิญกับภาวะคลุมเครืออีกครั้ง เมื่อรัฐบาลพลเรือนใหม่เผชิญแรงกดดันจากภาคประชาสังคมมากขึ้น ให้ชะลอหรือทบทวนโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่างเอสอีแซดออกไปก่อน และหันมาให้ความสำคัญกับเสียงของชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น เช่น โครงการทวายและเจ้าผิ่ว
ฮันทามิน สมาชิกคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของพรรคเอ็นแอลดี ระบุว่า พรรคเอ็นแอลดีจะต้องพิจารณาข้อตกลงระหว่างรัฐบาลชุดก่อนและบรรดานักลงทุนอีกครั้ง รวมถึงต้องมีการหารือร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ ก่อนจะตัดสินใจว่าจะดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งสองต่อไปหรือไม่
สาเหตุหลักที่โครงการทั้งสองแห่งตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสาย เนื่องจากภาคประชาสังคมในเมียนมากลับต่อต้านโครงการดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและเจ้าผิ่ว ส่งผลกระทบด้านลบต่อประชาชนในพื้นที่มากกว่า อีกทั้งรัฐบาลเมียนมายังขาดการปฏิบัติกับกลุ่มชนเหล่านี้อย่างเท่าเทียม แม้นโยบายพรรคจะเน้นไปที่การขยายเศรษฐกิจไปสู่ระบบการศึกษาและกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศ
สอดคล้องกับรายงานจากศูนย์วิจัยของไอบีเอ็ม เตือนว่าการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของเมียนมาจะเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดจากกลุ่มชาติพันธุ์ ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการลงทุนจากจีน เนื่องจากความกังวลว่าบริษัทจีนอาจนำแรงงานชาวจีนเข้ามาทำงานในเขตเศรษฐกิจดังกล่าว และไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับท้องถิ่นอย่างแท้จริง แม้เขตเศรษฐกิจพิเศษจะก่อให้เกิดการจ้างงานนับพันอัตราก็ตาม
ขณะเดียวกัน มาตรการปฏิรูปประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจของเมียนมา แม้จะเป็นโอกาสดีในการแก้ปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อาทิ กฎระเบียบที่เหมาะสม การจัดการการลงทุนต่างชาติ ซึ่งธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ระบุว่า หากมาตรการปฏิรูปประสบความสำเร็จ เอฟดีไอในเมียนมาอาจขยายตัวทะลุ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.86 แสนล้านบาท) ซึ่งมากกว่าปี 2010 ถึง 20 เท่า
นอกจากรัฐบาลพลเรือนใหม่จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างชุมชนที่เป็นฐานเสียงสำคัญ กับเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่แล้ว ในอีกด้านหนึ่ง ทั้งรัฐบาลเมียนมาและบรรดาประเทศมหาอำนาจที่ให้การสนับสนุนอยู่ ก็ยังต้องชั่งน้ำหนักให้มากระหว่างการแสดงผลงานทางเศรษฐกิจกับการยกระดับมาตรฐานและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจในประเทศ
เมื่อไม่นานมานี้ รายชื่อของ ครม.ชุดใหม่เป็นที่ฮือฮาไม่น้อย เมื่อปรากฏชื่อของ มินต์ส่วย เป็นรองประธานาธิบดีคนใหม่จากสายของทหาร ทั้งที่ มินต์ส่วย มีชื่อในบัญชีดำของกระทรวงการคลังสหรัฐ อีกทั้งเอเชีย เวิลด์ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของไพโอเนียร์ แอโรโดม เซอร์วิสเซส ที่บริหารงานโดย สตีเฟน ลอว์ นักธุรกิจที่สหรัฐขึ้นบัญชีดำ บุตรชายของเจ้าพ่อเฮโรอีน โลซิงฮันที่เสียชีวิตไปแล้ว กลับสามารถรับสัมปทานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศแห่งใหม่ในสนามบินย่างกุ้ง มูลค่ากว่า 660 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.32 หมื่นล้านบาท) สร้างความกังวลและลังเลใจสำหรับสหรัฐในการขยายระยะเวลาระงับคว่ำบาตรเศรษฐกิจเมียนมา
การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรในการเข้ามาทำธุรกิจในเมียนมา เป็นเรื่องหนึ่งที่บรรดานักลงทุนต่างชาติจับตามอง เพราะในขณะที่รัฐบาลใหม่ของเมียนมาต้องการยกระดับมาตรฐานจริยธรรมในการเข้ามาดำเนินธุรกิจของต่างชาติให้โปร่งใสมากขึ้น ทว่าแรงกดดันของภาคเอกชนต่างชาติที่มีต่อทั้งรัฐบาลของตนเองและรัฐบาลเมียนมา กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น กลุ่มนักลงทุนในสหรัฐที่ต้องการคลายการผ่อนปรนมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับเอกชนรายอื่นๆ เช่น จีนและสิงคโปร์ได้มากขึ้น ในขณะที่อีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และกลุ่มยุโรป ก็ทยอยเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความท้าทายอีกประการหนึ่งของรัฐบาลของพรรคเอ็นแอลดี ยังรวมถึงเรื่องการขาดอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างที่ควรจะเป็นอีกด้วย แม้จะครองเสียงข้างมากในรัฐสภาก็ตาม เนื่องจากกองทัพซึ่งมีอำนาจและบริหารประเทศยาวนานกว่า 50 ปี ยังคงมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่ โดยครองเสียงในสภา 25% ขณะที่กระทรวงกลาโหมและมหาดไทยที่เปรียบเสมือนเป็นแขนทั้งสองข้างของประเทศ และมีส่วนสำคัญในการจัดการกับประเด็นชนกลุ่มน้อยโดยตรง ยังคงขึ้นตรงกับกองทัพเช่นเดิม
ในระยะสั้นนั้น เมียนมาจะยังคงสามารถดึงดูดการลงทุนของต่างชาติได้อย่างล้นหลามทั้งการลงทุนในพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน หรือลงทุนเพื่อเชื่อมเมียนมาให้เป็นหนึ่งเดียวกับยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ในลุ่มน้ำโขง ท่ามกลางการคาดการณ์ของเอดีบีว่า จีดีพีจะขยายตัวเพิ่มจาก 7.5% ในปีก่อน เป็น 8.4% ในปีนี้ ทว่าการผลักดันเศรษฐกิจให้ไปพร้อมกับการยกระดับมาตรฐานและการปฏิรูปประเทศเพื่อเปลี่ยนแปลงในระยะยาวนั้น ยังคงเป็นสิ่งที่รอการพิสูจน์จากรัฐบาลใหม่อย่างใจจดใจจ่อในเร็วๆ นี้







