
กลต.คุมเข้มผู้บริหารบจ. ต้องบูรณาการปิดช่องโหว่ด้วย
คณะกรรมการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
คณะกรรมการของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีนัดประชุมบอร์ดในวันพฤหัสบดีแรกของทุกเดือน ซึ่งในเดือนนี้ตรงกับวันที่ 7 เม.ย. 2559 ครั้งนี้จะมีการพิจารณาอนุมัติเรื่องสำคัญอยู่หลายเรื่อง
หนึ่งในนั้น ก.ล.ต.จะเสนอให้บอร์ดพิจารณาปรับปรุงเกณฑ์เรื่องผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่กระทำความผิดในเรื่องร้ายแรง เช่น การสร้างราคาหุ้น (การปั่นหุ้น) หรือการใช้ข้อมูลภายในบริษัทมาหาประโยชน์ส่วนตัวจากการซื้อขายหุ้น (อินไซเดอร์เทรดดิ้ง) แม้ยอมรับผิดและถูกเปรียบเทียบปรับแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการบริหารธุรกิจของ บจ.อีกต่อไปได้หรือไม่ หรือควรจะต้องเว้นวรรคระยะหนึ่ง จากปัจจุบันไม่ต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะถือว่าได้รับโทษพอสมควรแล้ว
เหตุผลหนึ่งของการเพิ่มความเข้มข้นของผู้บริหาร บจ.เพื่อต้องการให้ตลาดทุนไทยมีความน่าเชื่อถือ มีคะแนนบรรษัทภิบาลหรือซีจีที่ดีขึ้น และอีกเหตุผลหนึ่งคือการตามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตแล้วส่งผลกระทบต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
ที่ผ่านมา มีหลายกรณีที่ผู้บริหาร บจ.มีความผิดทางอาญาและยอมจ่ายค่าปรับแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอ สังคมออกมากดดันและเรียกร้องให้ผู้บริหารคนนั้นลาออกจากตำแหน่ง เพราะยอมไม่ได้หรอกที่จะเห็นคนทำผิดร้ายแรง อินไซเดอร์ฯ แล้วยังคงลอยหน้าลอยตาบริหารบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นจำนวนมากอีกต่อไป
ไม่ใช่เฉพาะนักลงทุนสถาบันเท่านั้น นักลงทุนรายย่อยเองก็ไม่วางใจให้ผู้บริหารคนนั้นบริหารธุรกิจ แม้ว่าจะเป็นคนเก่งและยากที่บริษัทจะหาคนมาทดแทนได้ เพราะไม่แน่ใจว่าจะไม่เอาเปรียบผู้ถือหุ้นอีกในอนาคต
เห็นด้วยว่าตลาดทุนไทยควรจะต้องเพิ่มความเหมาะสมของผู้บริหาร บจ. แต่ขอชวนบอร์ด ก.ล.ต.มาฉุกคิดว่า การปรับปรุงเกณฑ์ต่างๆ มักจะมีผลกระทบข้างเคียงอยู่เสมอ ดังนั้นก่อนที่บอร์ด หรือ ก.ล.ต.จะมีข้อสรุปออกมาอย่างไรกัน ได้มีการศึกษาหาวิธีการปิดช่องโหว่ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาแล้วหรือยัง
ในอดีตผู้บริหาร บจ.ยอมถูกเปรียบเทียบปรับ เสียทั้งเงิน เสียทั้งชื่อเสียง เพื่อไม่ต้องการให้คดีขึ้นไปสู่กระบวนการกล่าวโทษ ยืดเยื้อเสียเวลาทำมาหากิน กว่าจะผ่านการพิจารณาของหลายศาล และอาจจะนำไปสู่การลงโทษหนักถึงขั้นจำคุกเสียอิสรภาพก็เป็นไปได้ ทำให้ขาดคุณสมบัติของการเป็นผู้บริหาร บจ.ไปในที่สุด
หากบอร์ด ก.ล.ต.เห็นด้วยกับการปรับปรุงเกณฑ์ครั้งนี้ ต่อไปใครจะยอมจ่ายค่าปรับกันง่ายๆ คงจะต้องต่อสู้ในชั้นศาลจนกว่าคดีจะถึงที่สุด หากเป็นเช่นนั้นแล้วงานของ ก.ล.ต.จะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย จำนวนพนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบันจะรับมือไหวหรือไม่ แต่ละคดีกว่าจะรวบรวมข้อมูลหลักฐานและหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่บอร์ดและ ก.ล.ต.จะต้องพิจารณาเรื่องบูรณาการการทำงานร่วมกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะขบวนการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษทางกฎหมายให้สำเร็จให้ได้ ในอนาคตผู้บริหาร บจ.ที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ตรงไปตรงมา จะต้องพยายามหลีกเลี่ยงเกณฑ์หรือหาช่องโหว่ให้มากที่สุดเพื่อไม่ให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตรวจสอบพบความผิดปกติ คงไม่ทิ้งร่องรอยหรือหลักฐานให้คล้ำทางเอาผิดได้ง่ายๆ อีกแล้ว หรือหากมีหลักฐานมัดตัวแน่น แล้ว ก.ล.ต.จะทำอย่างไรที่ไม่เปิดช่องโหว่ให้ “คดีหลุด” ระหว่างทาง
ขณะเดียวกัน ตลท.ก็ต้องตามเกมของผู้บริหาร บจ.ให้ทันด้วย เพราะหลังจาก ก.ล.ต.ประกาศรายชื่อผู้ทำความผิดยกแผงของ 5 บริษัทออกมาเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา หนึ่งในความผิดนั้นเป็นการบอกกล่าวข้อความอันเป็นเท็จหรือการล้ำเส้นให้สัมภาษณ์ แพร่ข่าวที่อาจทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเรื่องราคาหุ้น ได้สร้างแรงกระเพื่อมขึ้นมาก ผู้บริหารส่วนหนึ่งบอกว่าต่อไปเวลาให้สัมภาษณ์จะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น บางคนถึงกับบอกว่าต้องเย็บปากเลย แต่ก็มีหลายคนที่ยังคงยืนหยัดในการให้ข้อมูล แต่ขอใช้ “แหล่งข่าว” เพื่อความปลอดภัยของทุกคน แล้วอย่างนี้ ตลท.และ ก.ล.ต.จะทำอย่างไรถึงจะตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้!!!







