
เก็บตกจากการประชุม AUTM ประเทศไทย 2016
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
การประชุม AUTM (Association of University Managers) ประเทศไทยปี 2016 ที่เชียงใหม่ ได้สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2559 นี้ นับว่าเป็นการประชุมที่ใหญ่พอสมควร มีผู้เข้าร่วมประชุม 350 คน จาก 20 กว่าประเทศ แต่โดยที่เป็นการประชุมวิชาการข่าวก็เลยไม่ดังเปรี้ยงปร้างอะไร แถมยังเป็นการประชุมวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และถ้ามองให้ลึกลงไปอีกก็เป็นการประชุมที่ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นนักวิชาการด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer Technology) จากมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ หรือจากหน่วยงานที่เรียกว่าเป็น TTO หรือ TLO (Transfer Technology Office) หรือ (Technology Licensing Office) จะมีมาจากหน่วยงานอื่นบ้าง ก็เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัททนายความ นักกฎหมาย ผู้พิพากษา และจากบริษัทเอกชนของไทย ก็เป็นบริษัทที่ให้ความสนใจในเรื่องวิจัยและพัฒนา เช่น SCG และ Thai Oil เป็นต้น น่าเสียดายที่บริษัทกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่มีการส่งนักกฎหมายเข้าร่วมประชุมเลย รวมถึงบริษัทกฎหมายต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในไทยและมีคนไทยเป็น Partner นอกจากบริษัท Rouse & Co เท่านั้น ทั้งที่การประชุมโดยเฉพาะในช่วง Pre-conference มีประโยชน์ต่อนักกฎหมายไทยมากๆ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตั้งใจจะเขียนในวันนี้ไม่ใช่ประเด็นว่าใครจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมประชุม เกริ่นมาข้างต้นเป็นเพียงความเสียดายโอกาสเท่านั้น และผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจจะเขียนผลของการประชุมเช่นกัน เพราะเดี๋ยวจะเป็นรายงานแบบราชการไป แต่จะหยิบยกบางประเด็นที่เป็นข้อคิดเห็นหรือบางประเด็นที่เป็นเสียงเรียกร้องจากนักวิจัยหรือผู้เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ผู้พูดที่เข้าร่วมประชุมมากกว่า
ประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยี คำว่าถ่ายทอดเทคโนโลยีในวงการนี้จะต่างจากวงการเจรจาระหว่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจและการค้าอยู่บ้าง นั่นคือทางด้านเศรษฐกิจการค้านั่นส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แบบให้เปล่า เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถพัฒนาไปได้
แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีของ TTO หรือ TLO หรือนักวิจัยนั้น เป็นการถ่ายทอดไปสู่ภาคการผลิต ที่ต้องมีการจ่ายเงิน มีสัญญา มีการซื้อ-ขาย หรือ License มีทั้งการจ่าย Up front fee และจ่ายค่า Royalty ที่เป็นเรื่องของกฎหมายมีความยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งสิ่งที่ได้ยินมาก็คือ “จะไปถ่ายทอดอะไร เทคโนโลยีไม่ได้มีมากมาย” หรือ “เทคโนโลยี ไม่ได้อยู่ในขั้นสูงซับซ้อนมาก” หรือ “คุณภาพของเรายังไม่เข้าขั้น” สิ่งหล่านี้ผู้เขียนยกขึ้นมาจากการได้คุยกับหลายท่าน และสอดคล้องกับประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้เข้ามาคลุกคลีในวงการนี้ประมาณ 10 ปี และเห็นว่าส่วนใหญ่ผลงานวิจัยของนักวิจัยไทยแม้แต่ในมหาวิทยาลัย เป็นงานวิจัยแบบพัฒนาต่อยอด หรือการปรับให้เข้ากับบริบทหรือสรีระของคนไทย
เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งที่ให้ได้ก็คือ อนุสิทธิบัตร แม้แต่ยาต่างๆ ที่เรียกว่า Generic Drug และผู้เกี่ยวข้องเรียกร้องจะผลิตเองก็ต้องนำเข้าหัวเชื้อ (เรียกให้เข้าใจง่าย) มาจากอินเดีย หรือบางครั้งก็นำเข้า Generic Drug มาจากอินเดียตรงๆ เลย จะมีที่ก้าวหน้าอยู่บ้างก็คือเรื่องของวัคซีน นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องการ Scale Up ให้ไปถึงขั้นการค้าได้ เกิดจากทั้งปัญหาขาด Pilot Plant ขาดเงินทุน หรือบางครั้งก็เป็นปัญหาที่ตัวเทคโนโลยีเองที่เมื่อ Scale Up แล้ว ไม่ได้ ผลตามที่ปรากฏในห้องแล็บ
คงต้องทำใจประคองกันไปว่าอย่างน้อยการพัฒนาต่อยอดก็มีผลลดการนำเข้าเป็น Import Substitution และตั้งความหวังว่า เรื่องของบัญชีนวัตกรรมที่ท่านนายกฯ สั่งการไว้ คงจะมีหน่วยงานหยิบยกมาใช้ ขณะเดียวกันก็รอเวลาว่าจะมีอะไร Breakthrough บ้าง
ประเด็นที่สอง คือ เรื่องของการที่ผู้วิจัยหรือมหาวิทยาลัยจะได้เป็นเจ้าของผลงานวิจัยแทนที่หน่วยงานให้ทุนจะเป็นเจ้าของดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นักวิจัยที่มาบ่นให้ฟังถึงกับมองว่าไม่ยุติธรรม เขาใช้เวลาวิจัยมาหลายปีพอจะมีผลมาบ้างก็นำผลงานเขาไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเห็นใจทั้งผู้วิจัยและหน่วยงานให้ทุน เนื่องจากกฎหมายไทยนั้น แม้ไม่ได้บอกไว้ว่าเมื่อให้ทุนไปแล้วผลงานที่ออกมาต้องเป็นของผู้ให้
แต่หลักการที่เงินหลวงต้องตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ทำให้เจ้าของทุนทำอะไรไม่ได้นอกจากการเอาผลงานคืน แล้วก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผลงานวิจัยขึ้นหิ้ง เพราะเจ้าของทุนไม่สามารถบริหารจัดการได้ ไม่สามารถพัฒนาต่อไปจนเป็น Prototype และ Scale Up จนเข้าตลาดได้ ขณะเดียวกันก็เห็นใจผู้วิจัยหรือมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถวิจัย และพัฒนาจนจบได้ แต่กลับต้องนั่งมองตาปริบๆ ให้เขาเอาผลงานไป ซึ่งนับเป็นความปวดใจของผู้เขียนด้วย ที่พยายามเข็นกฎหมายที่จะปลดล็อกปัญหานี้ จนใกล้จะคลอดแล้ว
กล่าวคือหน่วยงานให้ทุนไม่จำเป็นต้องถือครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดจากการสนับสนุนของตน และไม่ต้องเผชิญกับความรับผิดในกรณีที่ผู้ได้รับการสนับสนุนไม่ประสบผลสำเร็จ แต่มีกลไกให้รัฐบาลสามารถไปดึงผลงานกลับมาได้หากมีความจำเป็น เช่น เพื่อสังคม อย่างไรก็ตามกฎหมายนี่น่าจะแท้งเสียระหว่างทาง ด้วยสาเหตุที่ไม่แน่ชัด หากกฎหมายนี้เกิดได้จะเป็นคุณูปการกับวงการวิจัยของไทย หลายๆ ประเทศกำลังพัฒนาเขามีกฎหมายนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น South Africa, Philippines ฯลฯ เมื่อถูกบ่นและทวงถามผู้เขียนจึงได้แต่เป็นใบ้พูดไม่ออก







