posttoday
เก็บตกจากการประชุม AUTM ประเทศไทย 2016

เก็บตกจากการประชุม AUTM ประเทศไทย 2016

30 มีนาคม 2559

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

การประชุม AUTM (Association of University Managers) ประเทศไทยปี 2016 ที่เชียงใหม่ ได้สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2559 นี้ นับว่าเป็นการประชุมที่ใหญ่พอสมควร มีผู้เข้าร่วมประชุม 350 คน จาก 20 กว่าประเทศ แต่โดยที่เป็นการประชุมวิชาการข่าวก็เลยไม่ดังเปรี้ยงปร้างอะไร แถมยังเป็นการประชุมวิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และถ้ามองให้ลึกลงไปอีกก็เป็นการประชุมที่ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นนักวิชาการด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Transfer Technology) จากมหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ หรือจากหน่วยงานที่เรียกว่าเป็น TTO หรือ TLO (Transfer Technology Office) หรือ (Technology Licensing Office) จะมีมาจากหน่วยงานอื่นบ้าง ก็เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น บริษัททนายความ นักกฎหมาย ผู้พิพากษา และจากบริษัทเอกชนของไทย ก็เป็นบริษัทที่ให้ความสนใจในเรื่องวิจัยและพัฒนา เช่น SCG และ Thai Oil เป็นต้น น่าเสียดายที่บริษัทกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่มีการส่งนักกฎหมายเข้าร่วมประชุมเลย รวมถึงบริษัทกฎหมายต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในไทยและมีคนไทยเป็น Partner นอกจากบริษัท Rouse & Co เท่านั้น ทั้งที่การประชุมโดยเฉพาะในช่วง Pre-conference มีประโยชน์ต่อนักกฎหมายไทยมากๆ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตั้งใจจะเขียนในวันนี้ไม่ใช่ประเด็นว่าใครจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมประชุม เกริ่นมาข้างต้นเป็นเพียงความเสียดายโอกาสเท่านั้น และผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจจะเขียนผลของการประชุมเช่นกัน เพราะเดี๋ยวจะเป็นรายงานแบบราชการไป แต่จะหยิบยกบางประเด็นที่เป็นข้อคิดเห็นหรือบางประเด็นที่เป็นเสียงเรียกร้องจากนักวิจัยหรือผู้เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่ผู้พูดที่เข้าร่วมประชุมมากกว่า

ประเด็นหนึ่งก็คือ เรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยี คำว่าถ่ายทอดเทคโนโลยีในวงการนี้จะต่างจากวงการเจรจาระหว่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจและการค้าอยู่บ้าง นั่นคือทางด้านเศรษฐกิจการค้านั่นส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แบบให้เปล่า เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถพัฒนาไปได้

แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีของ TTO หรือ TLO หรือนักวิจัยนั้น เป็นการถ่ายทอดไปสู่ภาคการผลิต ที่ต้องมีการจ่ายเงิน มีสัญญา มีการซื้อ-ขาย หรือ License มีทั้งการจ่าย Up front fee และจ่ายค่า Royalty ที่เป็นเรื่องของกฎหมายมีความยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งสิ่งที่ได้ยินมาก็คือ “จะไปถ่ายทอดอะไร เทคโนโลยีไม่ได้มีมากมาย” หรือ “เทคโนโลยี ไม่ได้อยู่ในขั้นสูงซับซ้อนมาก” หรือ “คุณภาพของเรายังไม่เข้าขั้น” สิ่งหล่านี้ผู้เขียนยกขึ้นมาจากการได้คุยกับหลายท่าน และสอดคล้องกับประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้เข้ามาคลุกคลีในวงการนี้ประมาณ 10 ปี และเห็นว่าส่วนใหญ่ผลงานวิจัยของนักวิจัยไทยแม้แต่ในมหาวิทยาลัย เป็นงานวิจัยแบบพัฒนาต่อยอด หรือการปรับให้เข้ากับบริบทหรือสรีระของคนไทย

เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ สิ่งที่ให้ได้ก็คือ อนุสิทธิบัตร แม้แต่ยาต่างๆ ที่เรียกว่า Generic Drug และผู้เกี่ยวข้องเรียกร้องจะผลิตเองก็ต้องนำเข้าหัวเชื้อ (เรียกให้เข้าใจง่าย) มาจากอินเดีย หรือบางครั้งก็นำเข้า Generic Drug มาจากอินเดียตรงๆ เลย จะมีที่ก้าวหน้าอยู่บ้างก็คือเรื่องของวัคซีน นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องการ Scale Up ให้ไปถึงขั้นการค้าได้ เกิดจากทั้งปัญหาขาด Pilot Plant ขาดเงินทุน หรือบางครั้งก็เป็นปัญหาที่ตัวเทคโนโลยีเองที่เมื่อ Scale Up แล้ว ไม่ได้ ผลตามที่ปรากฏในห้องแล็บ

คงต้องทำใจประคองกันไปว่าอย่างน้อยการพัฒนาต่อยอดก็มีผลลดการนำเข้าเป็น Import Substitution และตั้งความหวังว่า เรื่องของบัญชีนวัตกรรมที่ท่านนายกฯ สั่งการไว้ คงจะมีหน่วยงานหยิบยกมาใช้ ขณะเดียวกันก็รอเวลาว่าจะมีอะไร Breakthrough บ้าง

ประเด็นที่สอง คือ เรื่องของการที่ผู้วิจัยหรือมหาวิทยาลัยจะได้เป็นเจ้าของผลงานวิจัยแทนที่หน่วยงานให้ทุนจะเป็นเจ้าของดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นักวิจัยที่มาบ่นให้ฟังถึงกับมองว่าไม่ยุติธรรม เขาใช้เวลาวิจัยมาหลายปีพอจะมีผลมาบ้างก็นำผลงานเขาไป ซึ่งเป็นเรื่องน่าเห็นใจทั้งผู้วิจัยและหน่วยงานให้ทุน เนื่องจากกฎหมายไทยนั้น แม้ไม่ได้บอกไว้ว่าเมื่อให้ทุนไปแล้วผลงานที่ออกมาต้องเป็นของผู้ให้

แต่หลักการที่เงินหลวงต้องตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ทำให้เจ้าของทุนทำอะไรไม่ได้นอกจากการเอาผลงานคืน แล้วก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผลงานวิจัยขึ้นหิ้ง เพราะเจ้าของทุนไม่สามารถบริหารจัดการได้ ไม่สามารถพัฒนาต่อไปจนเป็น Prototype และ Scale Up จนเข้าตลาดได้ ขณะเดียวกันก็เห็นใจผู้วิจัยหรือมหาวิทยาลัยที่ไม่สามารถวิจัย และพัฒนาจนจบได้ แต่กลับต้องนั่งมองตาปริบๆ ให้เขาเอาผลงานไป ซึ่งนับเป็นความปวดใจของผู้เขียนด้วย ที่พยายามเข็นกฎหมายที่จะปลดล็อกปัญหานี้ จนใกล้จะคลอดแล้ว

กล่าวคือหน่วยงานให้ทุนไม่จำเป็นต้องถือครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดจากการสนับสนุนของตน และไม่ต้องเผชิญกับความรับผิดในกรณีที่ผู้ได้รับการสนับสนุนไม่ประสบผลสำเร็จ แต่มีกลไกให้รัฐบาลสามารถไปดึงผลงานกลับมาได้หากมีความจำเป็น เช่น เพื่อสังคม อย่างไรก็ตามกฎหมายนี่น่าจะแท้งเสียระหว่างทาง ด้วยสาเหตุที่ไม่แน่ชัด หากกฎหมายนี้เกิดได้จะเป็นคุณูปการกับวงการวิจัยของไทย หลายๆ ประเทศกำลังพัฒนาเขามีกฎหมายนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น South Africa, Philippines ฯลฯ เมื่อถูกบ่นและทวงถามผู้เขียนจึงได้แต่เป็นใบ้พูดไม่ออก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท