
โปรดรับฟังคำวิจารณ์
ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ทำหน้าที่ยกร่างกติกาสูงสุดฉบับใหม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ และได้ส่งร่างให้รัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย นั่นเท่ากับนับจากนี้จะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการจัดทำประชามติ ซึ่งตามกรอบเวลากำหนดวันออกเสียงไว้วันที่ 7 ส.ค.ที่จะถึงนี้
ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ทำหน้าที่ยกร่างกติกาสูงสุดฉบับใหม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ และได้ส่งร่างให้รัฐบาลเป็นที่เรียบร้อย นั่นเท่ากับนับจากนี้จะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการจัดทำประชามติ ซึ่งตามกรอบเวลากำหนดวันออกเสียงไว้วันที่ 7 ส.ค.ที่จะถึงนี้
ระหว่างนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องของบประมาณจากสำนักงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดพิมพ์และส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ผู้มีสิทธิลงคะแนน รวมทั้งมีค่าจัดการออกเสียงประชามติ ค่าตอบแทนกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 3,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดนำไปสู่การออกเสียงลงประชามติอย่างราบรื่น และนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ในปี 2560 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลควรเปิดใจกว้างด้วยการจัดให้มีเวทีในการแสดงความคิดเห็น อนุญาตให้พรรคการเมือง และประชาชนทั่วไปได้แสดงความเห็นถึงข้อดีข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2559 ซึ่งได้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ มาทำหน้าที่ประธานยกร่าง เป็นการเขียนกติกาที่มีข้อเสนอใบสั่งจาก คสช.อย่างตรงไปตรงมา แม้จะมีการปรับแก้เนื้อหาตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีในภายหลังไปบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
หลายประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความหมายและมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจในการออกเสียงประชามติของประชาชน ว่าจะเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้หรือไม่
นั่นก็เท่ากับว่าก่อนจะถึงวันหย่อนบัตรลงคะแนนในเดือน ส.ค.นี้ ประชาชนต้องมีความเข้าใจเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละหมวดมากพอสมควร และควรได้พิจารณาว่ามาตราใด หมวดใดขัดต่อหลักการขั้นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ มาตราใดเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประเด็นใดเป็นการตัดสิทธิชุมชนในการปกป้องถิ่นฐานจากโครงการของรัฐ ฯลฯ
แม้รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย จะได้ชื่อว่ามีเนื้อหามุ่งปราบปรามการทุจริตสามชั่วโคตร ซึ่งเป็นที่พออกพอใจของประชาชนอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังมีหลายประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกันว่ามีการกำหนดบทบัญญัติเพื่อสืบทอดอำนาจของ คสช.และกองทัพ ให้ยังคงมีบทบาทในการกำกับการบริหารงานของรัฐบาลชุดหน้าต่อไปอีกด้วย
อาทิ กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาจากการสรรหาของ คสช. ถึง 250 คน อีกทั้งยังกำหนดให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นสมาชิก สว.โดยตำแหน่ง เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีมาจากคนนอกได้ และกำหนดให้การเลือกตั้งกาบัตรใบเดียว ฯลฯ
ถึงแม้จะอ้างเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีก็ตาม แต่ส่อเจตนาที่ไม่สอดคล้องกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น
ดังนั้น สาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และปมเงื่อนที่ คสช.ผลักดันให้ กรธ.บัญญัติไว้ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่มีส่วนอย่างสำคัญว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ขณะเดียวกันยังมีคำถามตามมาด้วยว่า คสช.มีความปรารถนาจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติจริงหรือไม่อีกด้วย
ฉะนั้นการดำเนินการอันจะปูทางไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงนับจากนี้ ควรเป็นไปโดยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศบ้าง อย่างน้อยที่สุด คสช.ควรเปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ
ไม่ใช่ คสช.ใช้ทุกเครื่องมือชี้นำมัดมือชกอยู่ฝ่ายเดียว เพราะนั่นไม่อาจเรียกได้ว่าวิธีการที่จะนำไปสู่การปรองดองทางการเมืองในอนาคต







