posttoday
น้ำวาระแห่งชาติและกทม.

น้ำวาระแห่งชาติและกทม.

29 มีนาคม 2559

โดย...มานพ พงศทัต

โดย...มานพ พงศทัต

หน้าฝน “น้ำท่วม” หน้าร้อน “น้ำแล้ง” นี่คือประเทศไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำที่ขาดประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับเมืองใหญ่สุดอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นที่ที่สูงอย่างดอนเมืองกลับน้ำท่วม แต่พื้นที่ลุ่มอย่างหนองงูเห่ากลับน้ำไม่ท่วม หรือชายเมืองกรุงเทพฯ ขอบเมืองหลวงที่เป็น Mega City ท่านเชื่อไหมว่าวันนี้บางพื้นที่ยังไม่มีน้ำประปาใช้ ถึงหน้าร้อนน้ำก็แล้งทั้งที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ

“น้ำก็เป็นทรัพยากรมีค่ายิ่ง” ผลิตไฟฟ้าก็ได้ ใช้ในภาคเกษตรกรรมก็ได้ (เราเป็นเมืองเกษตรกรรมต้องมีน้ำตลอดปี) ในเมืองคนก็ต้องบริโภค อุตสาหกรรมก็ต้องใช้น้ำ แต่ทุกรัฐบาลมองข้ามความสำคัญเรื่องน้ำ ปัจจุบันเน้นเรื่องโลจิสติกส์ การขนส่งคมนาคม ซึ่งก็จำเป็นและถือเป็น Backbone แต่น้ำคือสายโลหิตของประเทศเช่นกัน เมื่อเรามีวาระแห่งชาติ กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยระบบคมนาคมก็น่าจะมีวาระแห่งชาติ “กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยระบบน้ำ” ด้วยเช่นกัน

แต่ที่ผ่านมาปัญหาเรื่องน้ำกลับถูกมองข้ามกันมาโดยตลอด แม้แต่ตอนน้ำท่วมครั้งใหญ่ประชาชนเดือดร้อนไปครึ่งค่อนประเทศ รัฐบาลยุคนั้นต้องการแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ พร้อมๆ กับการกระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัว ด้วยโครงการลงทุน “จัดระบบน้ำ” แต่พอน้ำไม่ท่วมก็ลืมๆ กันไปตามแบบฉบับคนไทย

หากมองภาพรวมของน้ำทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์มีการศึกษาว่าน้ำมีมากที่สุด คือ 1) ในอากาศในบรรยากาศเป็นความชื้น ที่กลั่นกรองระเหยเป็นไอ พอโดนความร้อนของโลกก็ตกมาเป็นฝนสร้างความชุ่มชื้นให้กับชีวิตทุกชีวิต 2) รองลงมา คือ น้ำทะเล 3) คือ น้ำใต้ดิน และ 4) น้อยสุดคือน้ำผิวดิน ซึ่งมวลมนุษย์ก็รู้จักมักคุ้นแต่น้ำผิวดินมากกว่าจากแหล่งอื่นๆ  ทำให้ต้องแย่งกันใช้ ใช้แล้วก็ทิ้งทะเล รวมทั้งปล่อยน้ำดีลงทะเลกันเป็นว่าเล่น

มาดู “น้ำ” ของประเทศไทย ในปีนี้น้ำแล้งมากๆ แต่เราก็ยังใช้แนวคิดเดิมๆ วิธีการเดิมๆ ในการแก้ปัญหาน้ำแล้ง เรามีกรมชลประทาน  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีกรมเจ้าท่า แต่ก็ได้แต่รอฟ้ารอฝนให้ตกลงมาอย่างเดียว เก็บน้ำก็ไม่เป็น เก็บไม่ได้น่าสงสารประเทศมากๆ

ที่จริงการแก้ปัญหา “น้ำ” ต้องเป็นวาระอันดับแรกของชาติ สำคัญกว่า Mass Transit หรือLogistic ทั้งระบบเสียอีก เป็นโครงการที่แก้ปัญหาของคนในชาติ ไปพร้อมๆ กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการนำ Technology ใหม่ๆ มาใช้ ยกตัวอย่างนักวิทยาศาสตร์อเมริกันเชื้อสายยิวที่พัฒนาInnovation ผลิตน้ำที่ประเทศอิสราเอล กลางทะเลทรายแห้งแล้ง เขาพัฒนาโดยเอา “ความชื้นในอากาศ” ตอนกลางคืนมากลั่นเป็นน้ำ ก็เหมือนแอร์บ้านเราที่จะกลั่นความชื้นออกมาเป็นหยดน้ำ

เทคโนโลยีนี้อเมริกาได้นำไปทำน้ำให้ทหารที่ไปรบในตะวันออกกลางไว้ใช้ และมีขายในตลาดแล้วเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว สำหรับในไทยผู้เขียนได้ไปงานอสังหาริมทรัพย์ที่ภูเก็ต นักธุรกิจต่างชาติได้นำระบบนี้มาขายให้กับโรงแรมตามเกาะต่างๆ ระบบนี้แบ่งออกเป็น 3 ขนาด ระบบขนาดเล็กสามารถผลิตเหมือนน้ำดื่มได้ 28 ลิตร/วัน เอาไปกรองฆ่าเชื้อโรคดื่มได้สะอาดตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO)

ระบบขนาดกลางสามารถผลิตน้ำดื่มได้ 120-5,000 ลิตร/วัน ระดับโรงแรม ชุมชนขนาดเล็กนำไปใช้ได้ อย่างในแถบชายแดนกรุงเทพฯ และชุมชน ชนบท และมีระบบใหญ่เป็น Container ผลิตน้ำดื่มให้ทั้งหมู่บ้านลากจูงได้ต่อเชื่อมเป็นยูนิตได้ใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและแผงโซลาร์ผลิตน้ำได้เป็น 1 หมื่นลิตร

ผู้เขียนได้ทดลองซื้อมาให้คณะสถาปัตย์จุฬาฯ และ กทม. ที่สำนักผู้ว่าฯ ได้ทดลองใช้ ระบบขนาดเล็กถือว่าทำงานได้ดีเยี่ยม แต่ผู้ขายขาดการบริการหลังการขายซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย ก็ขอฝากให้นักพัฒนาได้ต่อยอดนำมาใช้เสริมการขุดบ่อบาดาล เสริมโครงการผลิตฝนเทียมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้นำแนวคิดนำความชื้นในอากาศซึ่งมีมากสุดมาใช้เช่นกัน โดยพระองค์มุ่งให้ภาคเกษตรได้ประโยชน์สูงสุด

ส่วนภาคเมืองและภาคอุตสาหกรรมต้องช่วยตัวเองบ้างทั้งด้านพลังงานและน้ำ โดยใช้ระบบนี้มาทำน้ำสะอาด ซึ่งน่าจะนำมาใช้ในเมืองได้ร่วมกับแผลโซลาร์ก็จะดี ก็ขอฝากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ กทม. ให้คิดนอกกรอบบ้าง มิใช่รอแต่น้ำฝนหรือน้ำใต้ดิน จะทำน้ำจากน้ำทะเลก็บ่นว่าแพง ซึ่งแน่นอนน้ำสะอาดควรจะแพงกว่าน้ำมัน หรือน้ำเหล้า

กทม. ฐานะเมืองใหญ่ ก็ควรจะมีวาระแห่งน้ำ มิใช่มีแค่สำนักระบายน้ำ คิดแต่จะระบายน้ำทิ้งทะเลท่าเดียว การรีไซเคิลน้ำก็ไม่ทำ ฝนตกน้ำก็เลยท่วมทุกปี ก็ขอฝากผู้ว่าฯ กทม. ด้วยครับขอให้คิดถึงระบบน้ำด้วย ยกระดับความสำคัญขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับคนใน กทม.และคนทั้งประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท