
เงินลงทุนหมุน1.2แสนล.
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ 3 ว่า ที่ประชุมติดตามความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกระทรวงคมนาคมรายงานว่าจะลงนามในสัญญาได้ทั้ง 20 โครงการภายในปีนี้ และปีนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 1.2 แสนล้านบาท
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ 3 ว่า ที่ประชุมติดตามความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งกระทรวงคมนาคมรายงานว่าจะลงนามในสัญญาได้ทั้ง 20 โครงการภายในปีนี้ และปีนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 1.2 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 20 โครงการ ได้มีการปรับลดวงเงินลงทุนจาก 1.7 ล้านล้านบาท เหลือ 1.5 ล้านล้านบาท เนื่องจากมีการปรับแผนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช เหลือ 1.7 แสนล้านบาท จากเดิมที่วงเงินลงทุนอยู่ที่ 3 แสนล้านบาท
อภิศักดิ์ มั่นใจว่า หากภาครัฐผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ตามแผน จะเป็นตัวกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้ ส่วนการลงทุนโครงการตำบลละ 5 ล้านบาท ที่ล่าช้าในช่วงก่อนหน้านี้ ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยรายงานว่ายอดเบิกจ่ายในช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 90% ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รายงานว่ายอดยื่นคำขอส่งเสริมการลงทุนในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. เพิ่มขึ้นกว่า 90% ขณะที่การลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยจีนมียอดขอสูงสุดคิดเป็น 30% ของยอดคำขอทั้งหมด รองลงมาเป็นญี่ปุ่น
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการปาฐกถาเรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐเพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน” โดยระบุว่า โจทย์สำคัญของรัฐบาล คือ การปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตรให้กลับมาเติบโตและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันมีประชาชนอยู่ในภาคเกษตร 30 ล้านคน แต่มีส่วนแบ่งในจีดีพีเพียง 8% หากผลักดันเศรษฐกิจตรงนี้ให้เติบโตได้ จะสร้างกำลังซื้อในประเทศและลดการพึ่งพิงการส่งออกที่ขณะนี้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา
“การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตร อยากให้ดูเกาหลีใต้เป็นตัวอย่าง เกาหลีใต้มีการพัฒนาที่รวดเร็วมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากที่ก่อนหน้านี้เกาหลีใต้นำหน้าไทยเล็กน้อย แต่ขณะนี้รู้สึกได้ว่าเขากำลังพุ่งทะยาน กำลังเปลี่ยนวิธีบริหารประเทศใหม่ เปลี่ยนการขับเคลื่อนประเทศด้วยสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าธรรมดา สร้างเครื่องยนต์ใหม่ที่เต็มไปด้วยสินค้า บริการที่ตั้งอยู่บนความก้าวหน้าเทคโนโลยี และใช้ทรัพยากรมนุษย์ที่เข้มแข็งอย่างยิ่ง จึงจำเป็นต้องปลุกกระแสคนไทยให้ก้าวพ้นจากความขัดแย้ง การมองสั้น ไม่มองยาว ทำอะไรแค่ผ่านไปวันต่อวันได้อย่างไร” สมคิด กล่าว
สมคิด ระบุว่า แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ไม่ดี ส่งผลให้การส่งออกในเดือน ม.ค. ติดลบ 8-9% แต่เดือน ก.พ. การส่งออกปรับขึ้นมาเป็นบวก และมั่นใจว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเกิน 3% แน่นอน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือการทำเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
สมคิด ยังสนับสนุนให้เอกชนไทยไปซื้อร้านค้าปลีกในสหรัฐและยุโรป เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตร
“ตอนนี้สหรัฐมีร้านค้าปลีกที่สามารถทำเงินได้ดีมาก ร้านเหล่านี้นำเข้าสินค้าดีๆ จากทั่วโลกมาขาย ซึ่งสินค้าเกษตรไทย เช่น ทุเรียน ข้าว ก็เป็นสินค้าสำคัญที่เขานำเข้าไปขาย ฝรั่งก็แห่ซื้อ เพราะไม่เคยกิน เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทำได้จากพืชเกษตรของเราเอง คำถามคือทำไมเราไม่ทำ จริงๆ เราทำได้ แต่ต้องเอาจริงและต้องต่อสู้ ผมบอกกับเอกชนว่าทำไมมัวแต่ไปเทกโอเวอร์ค้าปลีกที่เวียดนาม เพราะตลาดจริงๆ อยู่ที่สหรัฐ ยุโรป และตอนนี้ร้านที่นั่นถูกจัดการโดยเวียดนาม เกาหลีใต้ สินค้าไทยถูกวางอยู่ในซอกหลืบมองไม่เห็น ทำไมเอกชนไม่ช่วยพังตรงนี้แล้วเอาสินค้าคนไทยเราไปขายสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่นไปได้หมด” สมคิด กล่าว
สมคิด ระบุว่า การทำงานเพื่อปรับโครงสร้างภาคเกษตรต้องทำงานด้วยกลไกประชารัฐ เพราะทุกวันนี้ราชการยังไม่เก่งพอ จึงต้องดึงเอกชนที่เก่งเข้ามาช่วย และโมเดลนี้ก็เกิดขึ้นที่เกาหลีใต้แล้ว แต่มีการพัฒนาไปอีกขั้นคือไม่มีรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เป็นเอกชนช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กหรือกลุ่มสตาร์ทอัพ และไม่อยากให้มองว่าเป็นเรื่องปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก เพราะประสบการณ์ในเกาหลี กลุ่มสตาร์ทอัพบอกว่ารายใหญ่ได้ประโยชน์เขาก็ได้ประโยชน์ด้วย จึงต้องปลูกฝังทัศนคติในเรื่องนี้ใหม่สำหรับเมืองไทย







