
ชาวพุทธกับพระภายใต้กฎหมาย
นานมากแล้วที่ไม่เคยได้เห็นรัฐมนตรีจะกล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมากับพระผู้ใหญ่
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
นานมากแล้วที่ไม่เคยได้เห็นรัฐมนตรีจะกล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมากับพระผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพระที่มากบารมีอย่างธัมมชโย ผู้ยิ่งใหญ่เหนือกว่ามหาเถรสมาคม หรือแม้แต่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่นอกจากไม่กล้าแตะต้องแล้ว ยังปกป้องเจ้าลัทธิจานบินจากการทำผิดด้วย
เหตุผลง่ายๆ ที่เป็นที่รู้กันเป็นอย่างดีก็คือ ฆราวาสชาวพุทธที่แม้จะมีตำแหน่งใหญ่โต โดยพื้นฐานแล้วจะมีความละอายต่อบาป เกรงกลัวบาปกรรม ไม่กล้าล่วงเกินพระที่แม้จะทำผิด โดยมักจะถือหลักว่า ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ ประกอบกับชาวพุทธส่วนใหญ่เป็นพุทธทะเบียนบ้าน จึงไม่ได้ศึกษาธรรมวินัย เมื่อต้องการรู้ก็ใช้วิธีถามเอาจากพระ ถ้าเจอพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็จะได้หลักเกณฑ์ที่แท้จริง แต่ถ้าเจอพระนอกรีตนอกรอย ก็จะยิ่งมืดบอดห่างไกลจากธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
นอกจากเหตุผลพื้นฐานดังกล่าวแล้ว สำหรับนักการเมือง นักเลือกตั้ง คนพวกนี้ไม่ได้เกรงกลัวบาปกรรม ศีลห้ายังรักษาไม่ได้ สิ่งที่นักเลือกตั้งเกรงกลัวคือ กลัวกระทบฐานเสียง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่สนใจว่าพุทธศาสนาจะคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ นักเลือกตั้งไม่สนใจว่าพระสร้างความเสื่อมเสียให้แก่พุทธศาสนาอย่างไรหรือไม่
สำหรับพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมบางรูป แทนที่จะเป็นผู้ละกิเลส กลับเป็นผู้สะสมกิเลส หวังลาภสักการะ ต้องการเงินทองสิ่งอำนวยความสะดวก จนเลยเถิดไปถึงอยากได้อยากมีรถยนต์หรูไว้ประดับบารมี จึงเป็นช่องทางให้ธรรมกายเข้าครอบงำได้โดยง่าย โดยใช้เงินที่ได้จากการขายบุญนำไปซื้อพระผู้ใหญ่เหล่านี้ ให้เห็นผิดเป็นชอบ มองไม่เห็นความผิดของเจ้าลัทธิจานบิน ใช้คำพูดบิดเบือนจากความจริง จนถึงขั้นที่เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช
เพิ่งจะได้เห็นเสนาบดีที่ชื่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ตรงไปตรงมา ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลบารมีทางการเงินหรือฐานเสียงของอลัชชี และดำเนินการอย่างเหมาะสมในฐานะอุบาสก
ในเบื้องต้นต้องเข้าใจก่อนว่า พระไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย พระไม่ว่าจะสมณศักดิ์สูงเพียงใด ก็ยังคงเป็นบุคคลที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายเหมือนฆราวาสทั่วไป นอกจากนั้นพระยังจะต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติโดยความสมัครใจเอง ไม่มีใครบังคับ พระภิกษุจึงอยู่ในกฎระเบียบมากกว่าชาวบ้านทั่วไป เช่น พระจะดื่มสุราไม่ได้ แต่ชาวบ้านดื่มได้ พระกินอาหารหลังเที่ยงวันไม่ได้ ส่วนชาวบ้านจะกินเวลาไหนก็ได้ แต่ถ้าพระลักทรัพย์พระจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเหมือนชาวบ้าน และสมควรหนักกว่าชาวบ้าน เพราะนุ่งห่มเครื่องแบบของพระพุทธเจ้าที่เป็นเครื่องหมายของผู้ประพฤติปฏิบัติตนดีกว่าชาวบ้าน
การให้สัมภาษณ์ที่ผ่านมาของท่าน พล.อ.ไพบูลย์ แสดงให้เห็นว่าท่านเข้าใจในธรรมวินัย เข้าใจหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย และท่านยังเข้าใจบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการที่พอเหมาะพอสมระหว่างฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักร
การสอบสวนกรณีรถจดประกอบของสมเด็จช่วงวัดปากน้ำ ที่ดีเอสไอหน่วยงานใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ไพบูลย์ เป็นการดำเนินการอย่างนุ่มนวล ให้เกียรติพระผู้ใหญ่ มีการนัดหมายเพื่อเดินทางไปสอบถึงที่วัดตามเวลาที่สมเด็จช่วงสะดวก เป็นการประสานงานกันโดยไม่ต้องออกหมายเรียกให้มาสอบปากคำที่ดีเอสไอ เพื่อไม่ให้เสื่อมเสียเกียรติของพระผู้ใหญ่
แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนจากทีมทนายวัดปากน้ำ คือ การไม่ให้เกียรติกับพนักงานสอบสวน โดยได้แถลงว่า “วันนี้สมเด็จช่วงจะลงมาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอด้วยตนเอง เพื่อหารือให้ดีเอสไอกำหนดกรอบในการสอบปากคำ ว่าต้องการจะพูดคุยกับสมเด็จช่วงในประเด็นใดบ้าง เพราะท่านจะตอบเฉพาะประเด็นที่ทราบ บางเรื่องท่านไม่ทราบจริงๆ ก็ไม่สามารถจะให้ข้อมูลได้ ทั้งนี้ ดีเอสไอจะต้องทำหนังสือในการขอสอบปากคำอย่างเป็นทางการเข้ามาอีกครั้ง และดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนเรื่องที่มาของเงินในการซื้อรถโบราณจำนวน 4 ล้านบาท ขอชี้แจงว่า เงินดังกล่าวมาจากผู้มีจิตศรัทธาได้มอบเงินสดผ่านโครงการซื้อรถโบราณ 1 ล้านบาทแก่สมเด็จช่วงโดยตรง จึงไม่มีการออกใบอนุโมทนาบัตร แต่มีหลักฐานการสั่งจ่ายเช็คชัดเจน ส่วนอีก 3 ล้านบาท ได้มาจากผู้มีจิตศรัทธาหลายคนได้รวบรวมมอบให้พระมหาศาสนมุนี (หลวงพี่แป๊ะ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ โดยผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้เข้าให้ปากคำกับดีเอสไอแล้ว”
ต้องขอชื่นชม พล.อ.ไพบูลย์ ที่ท่านตอบโต้ทันทีโดยยึดหลักเกณฑ์ตามกฎหมายและความเหมาะสมให้เกียรติกับพระผู้ใหญ่ ท่านยืนยันว่าพนักงานสอบสวนระดับรองอธิบดีที่จะไปสอบปากคำสมเด็จช่วง นำธูปเทียนแพไปขอขมาตามประเพณีที่ดีงาม ท่านยอมรับไม่ได้กับการแถลงของทีมทนาย แต่ท่านยังให้เกียรติสมเด็จช่วงอีกว่า สมเด็จช่วงคงไม่รู้เรื่องที่ทีมทนายความแถลง
แต่สำหรับผม ไม่เชื่อว่าสมเด็จช่วงจะไม่รู้ ทีมทนายไม่น่าจะกล้าแถลงโดยพลการ และเชื่อว่า เมื่อทีมทนายมีความเห็นอย่างไร น่าจะนำไปกราบเรียนให้สมเด็จช่วงทราบและเห็นชอบก่อน จึงจะกล้าแถลงอย่างนั้น เพราะการแถลงให้พนักงานสอบสวนทำหนังสือขอสอบปากคำอย่างเป็นทางการและกำหนดประเด็นที่จะสอบด้วยนั้น ไม่มีในกฎหมาย และเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ทีมทนายคงนึกไปเองว่า เมื่อเป็นพระระดับสมเด็จที่ปฏิบัติหน้าที่พระสังฆราชแล้ว จะอยู่เหนือกฎหมายได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทีมทนายแถลง พอเห็นข้อต่อสู้ได้ว่าจะไปในทิศทางไหน แต่การสอบสวนของพนักงานสอบสวนมีหลักว่าจะต้องสอบสวนให้สิ้นกระแสความ คือให้ได้ข้อเท็จจริงชัดเจนครบถ้วน จึงจะสรุปสำนวนได้
การสอบสวนจะดำเนินไปในทิศทางใด เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน ขอเพียงให้ดำเนินการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย อย่าไปสะดุดผลประโยชน์ใดๆ ที่อาจมีผู้เสนอให้ก็แล้วกัน
การดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาของพล.อ.ไพบูลย์ คงไม่เป็นที่พอใจของพระบางกลุ่ม จนทำให้มีคำขู่ว่าจะลงชื่อถอดถอนท่านออกจากรัฐมนตรี
ในฐานะชาวพุทธ ขอให้กำลังใจทั้ง พล.อ.ไพบูลย์ และพนักงานสอบสวน ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก ไม่ต้องเอาใจใคร ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย
พุทธศาสนาในวันนี้จะคงอยู่ต่อไปได้ก็อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกรณีสมเด็จช่วงหรือธัมมชโย ถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินการภายใต้กฎหมายเหมือนชาวบ้านทั่วไป เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องศาสนจักร เป็นเรื่องของฝ่ายอาณาจักรที่จะต้องบังคับใช้กฎหมาย
พระที่ขู่ว่าจะล่ารายชื่อขอถอดถอนรัฐมนตรีนั้นต่างหาก ที่เป็นการก้าวก่ายฝ่ายอาณาจักร อันไม่ใช่กิจของสงฆ์อย่างแน่นอน







