posttoday
มาตรฐานใหม่สังคมไทย ไม่รับคนทำผิดแล้วเฉย

มาตรฐานใหม่สังคมไทย ไม่รับคนทำผิดแล้วเฉย

28 มีนาคม 2559

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีข่าวและเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการธรรมาภิบาลโถมเข้ามาค่อนข้างถี่

โดย...ดร.บัณฑิต นิจถาวร

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีข่าวและเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการธรรมาภิบาลโถมเข้ามาค่อนข้างถี่ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่อย่างไม่ถูกไม่ต้องของผู้บริหารบริษัททั้งที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียน ล่าสุดเร็วๆ นี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้สั่งปรับผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อีก 5 แห่ง รวม 10 คน ข้อหาอินไซเดอร์เทรดดิ้ง การสร้างราคาหุ้น รวมถึงการแจ้งข้อมูลเท็จผ่านสื่อ

อันที่จริงเรื่องทำนองนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือใหม่ในแวดวงตลาดทุนไทย ทาง ก.ล.ต. เองกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบผู้กระทำความผิดในตลาดทุนอีกกว่า 50 คดี แต่การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นมากมายและต่อเนื่อง และหลายกรณีก็พัวพันกับกรรมการ หรือผู้บริหารระดับสูงขององค์กรด้วย แสดงให้เห็นชัดว่าประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลยังเป็นปัญหาที่ไม่สามารถไว้วางใจได้เลยในภาคธุรกิจไทย แม้แต่กับผู้บริหารขององค์กรขนาดใหญ่ หรือผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีหน้ามีตาในวงสังคม

และการที่มีการกระทำความผิดแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ก็สะท้อนให้เห็นว่าเรามีปัญหาที่สังคมควรต้องให้ความสำคัญและแก้ไขให้ถูกต้องอย่างน้อยสองเรื่อง

หนึ่ง การปลูกฝังจิตสำนึกเรื่องจริยธรรมจากที่ผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้นำขาดจริยธรรม เลือกที่จะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับตนเองโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและผลที่จะมีต่อผู้อื่น หากตัวหัวหน้าหรือผู้บริหารระดับสูงสุดมาทำผิดเสียเองแล้ว ก็ยากที่จะปลูกฝังวัฒนธรรมให้คนในองค์กรประพฤติตนได้อย่างสุจริตและโปร่งใส

สอง บทลงโทษที่บังคับใช้ปัจจุบันชัดเจนว่าไม่รุนแรงพอ ทำให้ผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวผลลัพธ์ที่อาจจะตามมา เพราะเมื่อดีดลูกคิดรางแก้วแล้ว เห็นว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับเฉพาะหน้า คุ้มค่ากับโอกาสของการถูกจับกุมและความเสี่ยงของบทลงโทษที่อาจจะติดตามมาในภายหลัง

ดังนั้น การที่สังคมตื่นตัวและให้ความสนใจกับประเด็นเรื่องธรรมาภิบาล จึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่น่ายินดี และสอดคล้องกับกระแสโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของความโปร่งใสและความยั่งยืนมากขึ้น ถ้าเราสังเกตความเป็นไปในสังคมในปัจจุบัน สังเกตได้ว่าสังคมไทยเริ่มมีความอดทนกับกรณีการทุจริตน้อยลงกว่าในอดีต กล่าวคือช่วงหลังๆ นี้เมื่อเกิดเหตุมัวหมองที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการทุจริตของผู้บริหารระดับสูง ก็มักจะเกิดกระแสสังคมที่เรียกร้องกดดันให้ผู้ที่กระทำความผิดแสดงความรับผิดชอบ และหากผู้บริหารคนนั้นยังดื้อแพ่งทำนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ก็มักจะเกิดกระแสกดดันลามไปถึงคณะกรรมการของบริษัทให้พิจารณาโทษตามความความเหมาะสมกับกรณีความผิดของผู้บริหารคนนั้นๆ ด้วย

กระแสสังคมที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่กระแสชั่วคราวหรือเกิดจากนักเคลื่อนไหวกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เกิดจากพลังของผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้างที่ต้องการแสดงความเห็นและต้องการเห็นสิ่งที่ถูกต้องเกิดขึ้น ตั้งแต่ผู้ถือหุ้นรายย่อย นักลงทุนสถาบัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เครือข่ายองค์กรต่อต้านการทุจริตทั้งในภาคเอกชน และประชาสังคม รวมถึง สื่อมวลชน และผู้บริโภค สะท้อนการคาดหวังด้านมาตรฐานจริยธรรมของคนในสังคมที่สูงขึ้นบวกกับการมีจิตสำนึกที่ไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่นมากกว่าแต่ก่อน

ดังนั้น แม้ยังไม่มีข้อบังคับตามกฎหมายหรือเกณฑ์จากหน่วยงานกำกับดูแลข้อใดที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องดำเนินการอย่างไร แต่ผู้บริหารที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดก็ควรใช้วิจารณญาณตนเองพิจารณาว่าควรต้องแสดงความรับผิดชอบนอกเหนือจากบทลงโทษตามกฎหมายต่อความผิดที่ตนได้ก่อขึ้นหรือไม่ ในฐานะที่เป็นผู้นำองค์กรและเป็นบุคคลสาธารณะ เพราะหากนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคมหรือถูกพิจารณาโทษโดยคณะกรรมการบริษัทซึ่งถูกกดดันมาจากสังคมเช่นกัน ดังตัวอย่างที่เราได้เห็นมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้

สำหรับแนวทางการดำเนินการในอนาคตเพื่อดูแลและบรรเทาปัญหาการกระทำความผิดของผู้บริหารบริษัทในตลาดทุน ผมมีข้อเสนอดังนี้

หนึ่ง ต้องมีการเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม โดยกำหนดให้ต้องมีการดำเนินคดีต่อเนื่องในชั้นศาลและมีบทลงโทษถึงขั้นจำคุกด้วย ซึ่งจะทำให้คนที่คิดจะทำผิดต้องชั่งใจมากขึ้น จากในอดีตที่ไม่ต้องคิดอะไรมากถ้าพลาดพลั้งถูกจับได้จ่ายค่าปรับแล้วก็จบ ดังนั้นเราต้องทำให้ไม่จบและต้องทำให้ผู้ที่เจตนากระทำความผิดมีความเสี่ยงถึงขั้นถูกจำคุก

สอง ควรมีการกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ห้ามผู้บริหารที่กระทำความผิดในข้อหาทุจริตรับตำแหน่งผู้บริหาร หรือนั่งเป็นกรรมการใน บจ.อีก เพราะเป็นผู้ที่มีประวัติด่างพร้อยในด้านการทุจริตไม่สมควรได้รับความไว้วางใจให้มาเป็นกรรมการกำกับดูแลบริษัทมหาชนที่ต้องดูแลและบริหารจัดการผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นจำนวนมาก

สาม ควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางที่เข้มงวดขึ้นในการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่กรรมการ หรือผู้บริหารของ บจ. โดยนอกจากจะคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถสูงแล้ว ยังต้องพิจารณาถึงประเด็นทางด้านจริยธรรม และประวัติด้านที่เกี่ยวกับการทุจริตในอดีตด้วย

ผมทราบมาว่าทาง ก.ล.ต.กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนบทลงโทษและหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่เกี่ยวกับผู้บริหาร บจ.ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์โดยทุจริต ก็เห็นด้วยและอยากให้ทำเร็ว จึงขอเชียร์ดังๆ ให้ ก.ล.ต.เข็นเกณฑ์ใหม่ที่เข้มข้นขึ้นออกมาบังคับใช้ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ผู้ทำผิดแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้จะไม่สามารถมีที่ยืนอยู่ได้ในตลาดทุนไทยและภาคธุรกิจไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท