
บ้านประชารัฐ จุดพลุอสังหาฯ ดันเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โครงการบ้านประชารัฐถือเป็นมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก๊อกสอง ที่รัฐบาลต้องการใช้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ชะลอตัว และยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกอยู่มาก โดยล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือเพียง 3.1% จากเดิม 3.5%
ทั้งนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก๊อกแรก เพื่อช่วยผู้ประกอบการล้างสต๊อกที่ค้างอยู่จำนวนมาก ป้องกันการเกิดฟองสบู่และกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมกัน โดยมาตรการก๊อกแรก คือ ให้นำค่าบ้านมาหักลดหย่อนภาษีได้ 20% เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งถือว่าได้ผลระดับหนึ่งแล้ว
สำหรับโครงการบ้านประชารัฐที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไปล่าสุด มีวงเงินถึง 7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท โดยแหล่งเงินมาจากธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แห่งละ 1 หมื่นล้านบาท แต่ในส่วนนี้ยังดำเนินการได้ช้า เพราะผู้ประกอบการเอกชนยังไม่ลงทุน เนื่องจากไม่มีผลกำไร
ขณะที่ส่วนที่สอง คือ การปล่อยกู้ให้ผู้ซื้อบ้านราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท วงเงินสินเชื่อรวม 4 หมื่นล้านบาท จะได้อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนต่ำมากเมื่อเทียบกับการกู้ซื้อบ้านปกติ โดยมีธนาคารออมสินและ ธอส.เป็นผู้ดำเนินการและประเดิมปล่อยกู้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้สนใจมาสอบถามรวมถึงมายื่นกู้เป็นจำนวนมาก สร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจได้ไม่น้อย
เหตุผลที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการบ้านประชารัฐ และเร่งผลักดันออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากและกินระยะเวลายาว เพราะเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการหลายส่วน ตั้งแต่ผู้ประกอบการขายวัสดุก่อสร้างหิน ปูนทราย สี เหล็ก กระเบื้อง เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจำนวนมาก
กระทรวงการคลังออกมาประเมินทันทีว่า โครงการบ้านประชารัฐจะช่วยทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้เพิ่ม 0.07% และเศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้เพิ่ม 0.08% แสดงให้เห็นว่าการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ช่วยทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มในระยะยาว
นอกจากนี้ เมื่อนำผลของบ้านประชารัฐไปรวมกับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์รอบแรกที่ผ่านมา จะช่วยทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 0.1% ถือว่าได้ผลอย่างมากในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ออกมาต่อเนื่อง เช่น มาตรการแจกเงินข้าราชการและประชาชน รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากการท่องเที่ยวและรับประทานอาหารในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มอีกส่วนหนึ่ง แต่เป็นการกระตุ้นได้ในระยะสั้นๆ ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น ต่างจากมาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้กว้าง ต่อเนื่องหลายอุตสาหกรรม และกินเวลาที่ยาวนานกว่า
ดังนั้น มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์บ้านประชารัฐ จึงเป็นหัวใจในการกระชากเศรษฐกิจในปีนี้ที่อ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุด ธปท.ออกมาประกาศลดการขยายตัวเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 3.1% เนื่องจากการส่งออกคาดว่าจะติดลบ 2% การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ต่ำ มีแต่การลงทุนภาครัฐเท่านั้นที่ขยายตัวได้สูง หลังจากนั้นไม่นานกระทรวงการคลังก็เตรียมลดประมาณการเศรษฐกิจลง จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.7% เนื่องจากมีความเสี่ยงเศรษฐกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า คลังคงปรับลดเศรษฐกิจลงไม่มาก เพราะรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่อง ทั้งที่ทำไปแล้วและกำลังจะออกมาเพิ่มเติม เชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากกว่า 3.1% ที่ ธปท.คาดไว้
ปลัดกระทรวงการคลังยังระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ ธปท.มองไว้ก็เป็นเรื่องที่คลังกังวลเช่นกัน ทั้งเรื่องส่งออกไม่ดีอย่างที่คาดไว้ แม้ว่าการส่งออกในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาจะขยายตัวได้ แต่ต้องดูในระยะยาว เพราะเศรษฐกิจโลกมีความเปราะบาง ส่งผลให้การส่งออกของไทยมีความลำบาก
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ความเป็นอยู่ของคนฐานรากลำบาก เม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนยังไม่เข้ามา ทำให้ต้องพึ่งงบประมาณการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไปก่อน ซึ่งที่ผ่านมามีการเร่งลงทุนโครงการไม่เกิน 1 ล้านบาท โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท โครงการลงทุนหมู่บ้านวงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไม่ตกต่ำลงไปได้ระดับหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่รอเม็ดเงินการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม เช่น รถไฟ ถนนมอเตอร์เวย์ ถนนทางหลวง โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ก็จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติมอีก ที่ออกไปแล้วคือโครงการบ้านประชารัฐ จะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้เพิ่ม 0.07% และปีหน้า 0.08% ขณะที่มาตรการเติมเงินให้ประชาชนและราชการ รวมถึงการลดหย่อนภาษีจากการเที่ยวและรับประทานอาหาร จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่า 3.1%
การส่งสัญญาณของกระทรวงการคลังครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าต้องทำทุกวิถีทางให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้มากกว่า 3% ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อย้อนดูปีที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามใช้มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์รอบแรก รวมถึงโครงการช็อปช่วยชาติตอนสิ้นปี หวังให้เศรษฐกิจปีที่ผ่านมาขยายตัวได้ 3% แต่สุดท้ายเศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.8%
มาครั้งนี้แค่ผ่านไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยก็ทำท่าจะขยายตัวได้เพียง 3% เท่านั้น ทำให้ที่เหลืออีก 9 เดือน จึงเป็นงานหินของรัฐบาล บ้านประชารัฐจึงเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐคาดหวังไว้มาก โดยหลังจากที่ดันสินเชื่อบ้านประชารัฐได้สำเร็จแล้ว รัฐบาลก็ต้องดันสินเชื่อโครงการบ้านประชารัฐเพื่อให้เอกชนลงทุนให้ได้ เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งทำให้คนมีรายได้น้อยมีบ้านอยู่อาศัย
แต่มาตรการบ้านประชารัฐก็ไม่ง่าย โดยเฉพาะการจูงใจให้เอกชนลงทุน เพราะเจรจามาหลายรอบแต่ไม่ลงตัว จนรัฐบาลต้องเดินหน้าให้สินเชื่อซื้อบ้านประชารัฐไปก่อน ซึ่งอาจจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่ และอาจจะลำบากที่จะฉุดดึงให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตได้มากกว่า 3%







