
เปิดฤดูกาลดูดสส. เกมสมประโยชน์ทั้งผู้ซื้อผู้ขาย
“เขาก็พูดไปเรื่อยๆ 8 หลักเลยหรือ รัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องปริ่มน้ำ พ้นน้ำ เพราะรัฐบาลมีเสียงเกินอยู่ประมาณ 20 เสียง ซึ่งเท่าที่ฟังว่ารัฐมนตรีจะไม่ร่วมโหวตลงคะแนนด้วยแต่อย่างใด”เป็นการตอบโต้พรรคเพื่อไทยของ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากมีกระแสข่าวรัฐบาลมีความพยายามดูด สส.ฝ่ายค้าน เข้ามาเพื่อรักษาความมั่นคงให้กับรัฐบาล
“เขาก็พูดไปเรื่อยๆ 8 หลักเลยหรือ รัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องปริ่มน้ำ พ้นน้ำ เพราะรัฐบาลมีเสียงเกินอยู่ประมาณ 20 เสียง ซึ่งเท่าที่ฟังว่ารัฐมนตรีจะไม่ร่วมโหวตลงคะแนนด้วยแต่อย่างใด”
เป็นการตอบโต้พรรคเพื่อไทยของ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากมีกระแสข่าวรัฐบาลมีความพยายามดูด สส.ฝ่ายค้าน เข้ามาเพื่อรักษาความมั่นคงให้กับรัฐบาล
โดย...ทีมข่าวการเมือง
สิ่งที่สุเทพสะท้อนเป็นความพยายามบอกต่อสังคม ว่ารัฐบาลยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขนาดต้องยืมจมูกฝ่ายค้านหายใจ ทั้งที่ต่างฝ่ายต่างเพิ่งห้ำหั่นกันมาตอนเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อกว่า 2 เดือนที่ผ่านมา
หากจะว่ากันตามความเป็นจริงเมื่อดูจังหวะทางการเมืองตอนนี้แล้ว ข่าวที่ออกมาก็ไม่ใช่เรื่องที่สร้างความประหลาดอะไรต่อสังคมได้มากนัก เพราะอีกไม่กี่วันนี้ในวันที่ 18-19 ส.ค. จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 ในวาระที่ 23 ซึ่งเป็นภาวะต้องระดม สส.เพื่อให้งบประมาณผ่านด่านนี้ไปให้ได้
ประกอบกับเสียงของรัฐบาลเวลานี้ถึงขั้นที่เรียกว่า “ปริ่มน้ำ” พอสมควร เพราะเมื่อตัดเสียงรัฐมนตรีที่เป็น สส. 24 คนออกไป จะมี สส.ที่ลงมติได้เพียง 253 คนเท่านั้น ผ่านกึ่งหนึ่ง 239 เสียง เพียง 14 เสียง โดยประมาณเท่านั้น
งานนี้ถ้ารัฐบาลพลาดทุกอย่างก็จบต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หรือไม่นายกรัฐมนตรีก็ต้องลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ
นอกเหนือไปจากจังหวะเวลาที่เอื้อให้ตลาดซื้อขาย สส.เปิดทำการอย่างเข้มข้นในช่วงนี้แล้ว ต้องบอกว่าเรื่อง “กระสุนทางการเมือง” ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ข่าวการดูด สส.กำลังครึกโครมอยู่ในขนาดนี้ด้วย เพราะเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องหาทุนไว้สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอนาคต ประหนึ่งเข้าตำรา “น้ำขึ้นให้รีบตัก”
ไม่แปลกที่ สส.ต้องวิ่งเข้าหาต้นน้ำอย่างรัฐบาล เพราะเป็นองค์กรสำคัญที่คุมทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงิน สองสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ปูทางสร้างคะแนนความนิยมให้กับตัวเอง สำหรับการกลับเข้ามาเป็นผู้ทรงเกียรติในสภาอีกครั้ง
อีกประการสำคัญเวลานี้ ที่ทำให้ข่าวการดูด สส.กระฉ่อนออกไป คือ พรรคใดโชว์เพาเวอร์ดึง สส.ไปไว้ในสังกัดได้มาก ก็จะทำให้ดูดีมีราคาขึ้นทันที เรียกว่าปั่นราคาค่างวด หวังให้ สส.แห่ตามกันเข้าไป
ขณะที่สถานะของฝ่ายค้าน ก็ดูเหมือนว่ายังหาความมั่นคงไม่ค่อยจะได้ แถมยังมีปัญหาลักษณะไม้จิ้มฟันยันเรือรบ เพราะแต่ละคนก็อยากจะแย่งชิงความเป็นใหญ่ในพรรค โดยเฉพาะกลุ่มที่เอาเสื้อแดงและไม่เอาเสื้อแดงภายในพรรค
ฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการให้วาระคนเสื้อแดงมาชี้นำพรรค ส่วนอีกฝ่ายต้องการจะรักษาฐานตรงนี้เอาไว้ เพื่อเป็นอำนาจต่อรองในพรรค
ส่งผลให้ภาพของพรรคตอนนี้เป็นลักษณะของการสาละวนกับการแก้ตัวให้กับคนเสื้อแดงมากเกินไป พร้อมกับยังคงใช้ภาพลักษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการหาคะแนนความนิยมให้กับตัวเอง จนมองข้ามการนำเสนอนโยบายแข่งกับรัฐบาล
ผลร้ายที่ตามมา คือ พรรคเพื่อไทยกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่ไร้ทิศทาง และไม่สามารถทำให้สังคมเห็นได้ว่า พรรคเพื่อไทยเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์
สวนทางกับรัฐบาลที่มีแนวโน้มว่าจะโตวันโตคืน เพราะนับตั้งแต่สิ้นสุดการชุมนุมของคนเสื้อแดง ส่งผลให้กราฟชีวิตของรัฐบาลพุ่งสูงขึ้น จนเริ่มมีการวิเคราะห์แล้วว่า หากยังยืนระยะอย่างนี้ได้ต่อไปเรื่อยๆ การเลือกตั้งครั้งหน้าโฉมหน้าของรัฐบาลใหม่คงหนีไม่พ้น 6 พรรคการเมืองนี้ ซึ่งจะเป็นตราประทับความชอบในการเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกครั้งแบบไร้ข้อกังขาให้ใครออกมาตั้งคำถามอีก
แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เองกำลังเครียดอยู่กับการต่อสู้ในคดียุบพรรค ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีการประเมินออกมาว่า กว่าคดีจะมีคำวินิจฉัยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดออกมา ก็คงอีกนานพอสมควร หากปล่อยให้รถไฟขบวนนี้ผ่านโดยที่ตัวเองไม่ได้เข้าไปร่วมอยู่ในขบวนนั้นด้วย ก็เท่ากับว่าเป็นการเสียโอกาสขุดทองไป
ด้วยสภาพที่ถอยหลังเข้าคลองของฝ่ายค้านที่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลอย่างสิ้นเชิงนี้ ทำให้ สส.จำนวนหนึ่งที่อยู่ในสถานะนักเลือกตั้ง ก็เริ่มดีดลูกคิดแล้วว่า หากอยู่ในสภาพแบบนี้ โอกาสจะได้กลับมาเป็น สส.ค่อนข้างยากมากขึ้นไปอีก จากเดิมที่ต้องกัดก้อนเกลือกินเต็มทนอยู่แล้ว เพราะต้องสู้กับผู้ถืออำนาจรัฐและงบประมาณ
ที่สุดจึงได้เกิดชุดความคิดที่ว่าในเมื่อคิดว่าสู้กับอำนาจรัฐไม่ได้ ก็เข้าไปเป็นพวกเดียวกันให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย เพื่อให้ตัวเองมีโอกาสลืมตาอ้าปาก ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองต้องมาตกระกำลำบากอยู่แบบไม่มีอนาคตหรือทิศทางอย่างนี้
สภาพดังกล่าวทำให้เกิดปรากฏการณ์ “สส.2 น้ำ” คือ สส.ที่รับเงินเดือนนอกระบบงบประมาณสองทาง ทั้งจากพรรคต้นสังกัดของตัวเองตามกฎหมาย และพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ตัวเองไม่ได้เป็นสมาชิกภาพ
โดยผู้จ่ายเงินก็หวังว่าจะเลี้ยงเอาไว้สำหรับหาข่าวของฝ่ายตรงข้าม หรือเพื่อประโยชน์อื่นๆ ซึ่งผู้รับเองก็หวังเช่นกันว่าถ้ายอมศิโรราบแล้วก็จะได้รับการอำนวยความสะดวกจากงบประมาณที่น่าจะได้รับการจัดสรรลงพื้นที่ตัวเองบ้าง หรือไม่ก็หวังได้รับประโยชน์จากอำนาจรัฐในด้านอื่นๆ นอกเหนือไปจากงบประมาณ
ยิ่งไปกว่านั้นระบบของกฎหมายปัจจุบันที่มีเจตนารมณ์คุ้มครอง สส. เพื่อไม่ต้องตกอยู่ในอาณัติของพรรค ยังช่วยให้ สส.กล้าแหกคอกเพิ่มมากขึ้น ดังที่มีตัวอย่างที่เห็นกันชัดเจนจากการย้ายค่ายของ สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเป็นที่ทราบกันดีในปัจจุบัน
เพราะฉะนั้น ถึงข่าวดูด สส.จะมีหลายฝ่ายออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริงตามที่เป็นข่าว แต่เมื่อลองได้นำข่าวลือดังกล่าวมาพิจารณาประกอบร่วมกับจังหวะทางการเมือง และสภาพโครงสร้างพรรคการเมืองที่มีปัญหาแล้ว เลยทำให้ข่าวนี้ได้เป็นการชี้ให้สังคมเห็นในระดับหนึ่งแล้วว่าฤดูกาลดูด สส.ได้เริ่มขึ้นแล้ว







