
มุมมอง 'นิกร จำนง' รัฐบาลหน้าเจอวิบาก
ถนนทุกสายกำลังพุ่งตรงไปยังรัฐธรรมนูญที่กำลังปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบ
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
ถนนทุกสายกำลังพุ่งตรงไปยังรัฐธรรมนูญที่กำลังปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบ ก่อนนำไปลงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ หากผ่านเท่ากับการันตีการยอมรับอย่างชอบธรรม ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่ถ้าไม่ผ่านก็ต้องว่ากันอีกยาว
หากกล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง นิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผู้คร่ำหวอดแวดวงทางการเมืองมายาวนานได้วิเคราะห์ประเด็นระบบเลือกผู้แทนผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ถึงอนาคตหลังรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยและสามารถเดินตามโรดแมปได้
“รัฐบาลตั้งไม่ยาก แต่บริหารประเทศยาก เหมือนช่วงสนธยา มืดแล้วค่อยสว่าง” นิกร เริ่มต้นเสียงเข้ม พร้อมระบุว่า เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อ หลังมีการเลือกตั้งกลัวว่ารัฐบาลชุดหน้าจะเจอปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ เพราะรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาในเรื่องนโยบายยุทธศาสตร์ 20 ปี ทำให้เคลื่อนตัวลำบาก
นิกร อธิบายว่า เหมือนแบกอนาคตประเทศขึ้นภูเขาเป็นทางวิบาก กฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้พะรุงพะรัง ซึ่งปัจจัยไม่ได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ที่การบริหารประเทศ เมื่อประเทศอื่นไปกันแล้ว จังหวะตรงนี้ประชาชนพร้อมไม่พอใจรัฐบาลง่ายๆ
นิกร ระบุว่า ทุกพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าจะอ่อนแอเหมือนรีสตาร์ท ทำให้พรรคการเมืองดิ้นรนน้อยลง ยอมกันมากขึ้น เพียงเพื่อให้มีรัฐบาล ให้มีการเลือกตั้ง ให้มีสภาผู้แทน แม้จะเป็นฝ่ายค้าน การเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาลมีความสนใจน้อยกว่า การมีสภาก็มีความสุขแล้ว
“ในอนาคตพรรคต่างๆ คงไม่อยากเป็นรัฐบาล เพราะรู้ว่าบริหารยาก ไม่สนุก การตรวจสอบเข้มข้นถือเป็นภาระหนักมาก ใครไปเป็นรัฐบาลต้องเสียสละ เรื่องใหญ่อยู่ข้างหน้าต้องปีนขึ้นมาจากหล่มให้ได้ ไม่ใช่บอกว่าเป็นรัฐบาลแล้วมีเครดิตดี สุ่มเสี่ยงแก้ปัญหาไม่ได้ก็เยอะ
“หลังเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นรัฐบาลวิบากมาก จากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาประเทศ คนจะเรียกร้องตอนนี้ เพราะเป็นรัฐบาลทหารที่เข้ามาชั่วคราว แต่เมื่อเป็นรัฐบาลจริงมาเมื่อไหร่ เขาจะทุ่มความปรารถนาไปที่รัฐบาลทุกเรื่อง
ส่วนการจะจัดตั้งรัฐบาลเร็วหรือช้าถือเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กันไว้ เพราะเกรงว่าจะเกิดวิกฤตจึงถ่างเวลา คือให้สามารถตั้งช้าได้โดยไม่ต้องรีบและยังเป็นการดี ดังนั้นวิเคราะห์ว่าการตั้งรัฐบาลหน้าไม่จำเป็นต้องเร็ว และที่จะกลัวว่าเปลี่ยนขั้วก็สามารถเปลี่ยนกลับได้อีก”
“สมัยก่อนเป็นการรวมชื่อเขียนกันหมดต้องแสดงตัวหมดขานชื่อ จะเร็วหรือช้ามันเป็นข้อตกลงของสาธารณะ รีบไปช้าไปไม่ต่างกัน ไม่มีไรผูกมัด เมื่อก่อนล็อกตัว รีบแถลง รัฐบาลหน้าไม่ได้เป็นความปรารถนาของพรรค เพียงแต่บอกว่ามีสภาก็สุขใจแล้วสำหรับฝ่ายการเมือง แต่การเป็นรัฐบาลจะถูกใจหรือไม่ ไม่รู้ แต่ไม่ใช่ของหวาน ต้องดูกันไปพิจารณาหลายรอบ แต่เป็นทางวิบาก”
ความกังวลที่เกรงว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียเอง ในมุมมองนิกรเห็นว่า ไม่ควรเข้ามา เพราะปัจจุบัน คสช.ก็แบกจนบ่าล้า และปีหน้าก่อนจะถึงเลือกตั้งเป็น Hard Year
“ลำบากทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ภัยแล้ง รวมถึงสารพัดปัญหาที่จะมาในปีหน้า ไปหาเรื่องหนักอีกทำไม วันนี้สถานการณ์ประเทศเวลาขับรถขึ้นทางด่วนก็เห็นป้ายโฆษณาค่อยๆ ร่วงไปทีละป้าย มีแต่ป้ายใครสนใจติดต่อเบอร์นี้
“มันบอกถึงใบไม้แห้งที่ร่วงลงทีละใบ เพราะเศรษฐกิจแย่มาก สีสันของเมืองคือป้ายโฆษณาเริ่มร้างและมืดกลางคืน บอกได้ว่าแล้งไม่ใช่แค่เกษตรกรแต่ในเมืองก็แล้ง ความพยายามของรัฐบาลในการแก้เศรษฐกิจมีมากแต่ไม่ขึ้น”
สำหรับประเด็น “นายกฯ คนนอก” ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดทางไว้ นิกร บอกว่า นายกฯ คนนอกอาจจะบริหารประเทศลำบากกว่านายกฯ คนในด้วยซ้ำ “คิดว่าอยากมาเป็นหรือ ไม่ว่าเป็นคนนอกหรือคนใน ไม่ใช่เรื่องสนุกกับรัฐบาลหน้า เพราะต้องเสียสละพอสมควร และถ้าเป็นคนนอกก็อาจโดนรุมโจมตีหนักกว่าคนในแน่นอน”
นิกร ยังวิเคราะห์ประเด็นความได้เปรียบเสียเปรียบในระบบเลือกตั้งใหม่ที่อาจจะเอื้อให้พรรคขนาดเล็กและขนาดกลาง เขายอมรับว่า อาจจะจริง เพราะว่าปัญหาทางการเมืองไทยในอดีตขาดดุลยภาพที่เหมาะสม
“ก่อนหน้านั้นพรรคใหญ่ก็ใหญ่มากเกินครึ่ง ทำให้การเมืองเกิดความขัดแย้ง การเมืองมี 2 มิติ คือ ยึดถือประชาธิปไตยเสียงข้างมาก มีอำนาจออกกฎหมายบริหารประเทศ เพราะประชาชนเลือกมา แต่อีกข้างประชาธิปไตยเชิงคุณธรรม ไม่ยอมรับเสียงข้างมาก เพราะเชื่อว่าซื้อสิทธิขายเสียง
“มันจึงเกิดความขัดแย้งจนแกะไม่หลุดมาเป็น 10 ปี แก้ไม่ได้ เพราะเชื่อคนละแบบ ไม่มีทางหลีกกัน เหมือนรถไฟวิ่งเข้าหาบนรางเดียวกัน พอชนก็พาตกรางกันไปหมด รางก็คือประเทศจะพังไปด้วย ฉะนั้นการเมืองแบบนี้ในความเห็นผมมันอันตราย เพราะไม่สามารถสลับข้างได้ ไม่มีทางออก”
นิกร ระบุด้วยว่า ระบบสองพรรคมีได้อย่างเดียวในโลกคือ สหรัฐอเมริกา เพราะเคยผ่านสงครามกลางเมือง มีประสบการณ์ฆ่าฟันกันอย่างรุนแรง และไม่อยากกลับไปตรงนั้นอีก เลยมาสู้กันในระบบการเมืองคือ ทูปาร์ตี้ซิสเต็ม แม้ขนาดอยู่คนละพรรคยังสามารถไปเป็นรัฐมนตรีช่วยให้กับอีกพรรคได้
ทว่า ประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมแบบนั้น อยู่คนละข้างก็กลายเป็นศัตรู บิดตัวไม่ได้ ครั้นพรรคการเมืองที่เหลือจะย้ายฝั่งไปอยู่อีกข้างก็ไม่พอ ฉะนั้นการเมืองที่เกินครึ่งมากๆ ทำให้เสียดุลยภาพอย่างรุนแรงถือเป็นอันตรายและต้องพัฒนาต่อเนื่อง
“พอเป็นแบบนี้ฝ่ายรับภาระแก้วิกฤตความขัดแย้งอนาคต เมื่อโจทย์เป็นอย่างนี้ก็พยายามกันมาก ดีไซน์การเลือกตั้งให้ออกมาเป็นกลางๆ เพื่อให้การเมืองสมดุล เช่น ร่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีการพูดเรื่องนี้ แต่วิธีการทำให้พรรคการเมืองเล็กลงจนถูกโจมตี
“แต่การแก้ไม่ใช่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แต่อย่าทำให้ขาดดุลยภาพรุนแรงเหมือนอย่างที่เป็นมา ซึ่งชุด มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มองเห็นเช่นนี้ ชุดที่แล้วก็พยายามทำ เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองสุดโต่งและขาดกันมาก
“หากมองในแง่ลบไม่อยากให้การเมืองมีอำนาจก็เป็นได้ ดังนั้นขึ้นอยู่กับมุมมอง แต่ปัญหามีเท่าเดิมและแบบเดิมอยู่ที่จะมองว่าแก้แบบไหน เพื่อสร้างดุลยภาพให้มากกว่านี้ ไม่สุดโต่งจนเกิดความขัดแย้ง คราวที่แล้วไม่ผ่าน ปัญหาเหมือนเดิม มาเลือกตั้งสัดส่วนผสมเป็นความเชื่อปัญหาเดิมคำตอบเดิม
“แต่วิธีการต่างกันเล็กน้อย ซึ่ง กรธ.เชื่อความคิดถูก เพราะเห็นว่าฝ่ายการเมืองไม่เห็นชอบบัตรใบเดียว แต่อยากให้มีสองใบโอเค แต่เลือกสองใบกลับรูปแบบเดิม พรรคได้เยอะก็เยอะ แต่ผิดถูกเป็นความคิด กรธ.ไม่ใช่ผู้เล่น แต่เป็นผู้ออกกฎ แต่หลักคิดสองบัตร เขตเยอะ ปาร์ตี้เยอะอีก เสียดุลยภาพรุนแรง
“แต่ที่ คสช.ขอมาเป็นวิธีการซื้อเสียงอีกอย่าง ตรงนี้แก้ได้คือ แบ่งเป็นเขตใหญ่ เรียงเบอร์ เลือกได้เบอร์เดียว สส.ก็แทรกกันได้เยอะ ในเขตพรรคการเมืองหนึ่งแข็ง ทำให้อีกพรรค การเมืองอื่นแทรกได้ในเขตเลือกตั้ง เพราะว่าเสียงจะถูกดูดไปที่ผู้มีเสียงมากสุด ขณะที่เบอร์สามแทรกโดนพรรคอื่น
“ที่เคาะแบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองแตก หาเสียงยาก ไปเอาเรียงเบอร์มันโหวตได้สามเสียง มันก็ผิดหลักเขตเดียวคนเดียวก็ไม่ได้อีก เพราะคิดว่าแบบนี้ก็มีปัญหาแบบเขาก็มีปัญหาอยู่บ้าง แต่แบบเขาในความเห็นผมมันมีปัญหาน้อยกว่าก็เลยยืนยันในหลักการเดิม”
นิกร ยอมรับว่า ในอดีตการต่อรองทางการเมืองทำให้ระบบเสียหายมาก แต่นั่นเป็นปัญหาในอดีต เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาให้พรรคใหญ่เสียงข้างมากเกิด แต่ก็พังเหมือนกัน จึงเกิดการพัฒนาการเมืองและปัญหาอย่างในอดีตคงไม่กลับมา แม้อำนาจการต่อรองอาจมี แต่คงไม่แย่ เพราะเคยผ่านประสบการณ์มาแล้ว รวมถึงภาคสังคมทั้งประชาชน สื่อมวลชน ก็จับตา
นิกร ยังได้วิเคราะห์สถานการณ์หลังการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า การเมืองในอนาคตไม่มีทางเลวกว่าเดิม ความขัดแย้งไม่มากกว่าเดิม เพราะสูญเสียกันมาพอสมควร จะกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้ การเมืองนับจากนี้มีแต่จะบวก เพราะมีประสบการณ์มากแล้ว
“เพราะความขัดแย้งสูญเสียที่ใหญ่กว่าตัวเอง ก็คือประชาธิปไตยโดยรวม ความผิดถูกจริงแท้แน่นอนมันอยู่ในตัวทุกคน แต่อาจจะพูดไม่ได้ เพราะอยู่ตรงข้ามกัน แต่ลึกๆ ในใจมันบอกและฝ่ายประชาชนจะรู้ว่ามีอารมณ์กับระบบการเมืองบางครั้ง บางจังหวะ ได้ไม่คุ้มเสีย คือ เศรษฐกิจ
“ผลมันตกกับทุกฝ่ายทั้งที่ล้มรัฐบาลและผู้ถูกล้มจะอยู่กันลำบาก พืชผลขายไม่ได้ ถูกกดดันจากต่างประเทศ ฝ่ายที่เข้ามาในภาวะแบบนี้ประเทศบริหารยาก โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ ทุกฝ่่ายมีบทเรียน ประเทศมีต้นทุนเรื่องนี้เยอะมาก การสูญเสียมากขนาดนี้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้ จะกลับไปแบบเดิมอีกไม่ง่าย”







