
เปลี่ยนคำถาม
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
โดย...ศุภมิตร ปิติพัฒน์
‘อยากถามอาจารย์อีกครั้งว่าจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มีความมั่นคงได้อย่างไร?’
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้เขียนได้รับคำถามนี้จากผู้อาวุโส คราวแรกท่านส่งคำถามนี้มาหลังรัฐประหาร 2549 ไม่นาน รวบรวมความคิดตอบท่านไปเท่าที่สติปัญญาขณะนั้นจะนึกได้ มาคราวนี้ท่านถามขึ้นอีกในบริบทปัจจุบัน ขอยกคำตอบที่ตอบท่านไปมาไว้ตรงนี้ด้วย เพื่อชวนท่านผู้อ่านขบคิดร่วมกันถึงเรื่องที่มีความสำคัญต่อระบอบการปกครองของเรา ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ในมือของใครฝ่ายใดผูกขาดไว้โดยลำพังพวกเดียว
การย้อนผู้ใหญ่ไม่ชอบด้วยวัฒนธรรมไทย แต่ผู้อาวุโสไม่ว่าอะไร เมื่อได้ยินผู้เขียนถามย้อนท่านว่า ทำไมท่านจึงตั้งเรื่องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องการรักษาความมั่นคง เพราะจากการตั้งโจทย์ความมั่นคงกับสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นนั้น จะนำไปสู่การเริ่มต้นพิจารณาเรื่องนี้จากฐานคิดที่มองว่ามีภัยที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเมื่อมองไปอย่างนั้น ก็เท่ากับสร้างเหตุบังคับจำเป็นที่ไปกระตุ้นให้หน่วยงานความมั่นคง คือกองทัพ ต้องเข้ามาทำหน้าที่ปกป้องและรักษาความมั่นคง เพื่อป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ปลอดภัยจากอันตรายที่คุกคามดังกล่าว เพราะการรักษาราชบัลลังก์กลายเป็นหนึ่งในคุณค่าความหมายสำคัญที่กองทัพไทยยึดถือเป็นเหตุผลของการดำรงอยู่ อย่างน้อยนับแต่กึ่งพุทธกาลเป็นต้นมา
แต่การทำแบบนั้นจะสร้างผลอะไรตามมา?
ผู้เขียนเรียนผู้อาวุโสว่า ถ้าพิจารณาสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยโจทย์ปัญหาความมั่นคง ตรรกะของโจทย์แบบนี้จะนำไปสู่การควานหาต้นตอที่มาของสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามนั้นให้พบ เพื่อกำราบปราบปราม เพื่อป้องปราม หรือจัดการแก้ไขภัยที่เป็นอันตรายนั้นให้หมดไป ด้วยเครื่องมือเท่าที่กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงมีอยู่และใช้ได้อย่างชำนาญ ซึ่งก็หนีไม่พ้นมาตรการบีบบังคับ ด้วยการจับกุมและด้วยกำลังอาวุธ และถ้าจำเป็น กองทัพก็จะใช้เป้าหมายของการพิทักษ์รักษาความมั่นคงนี้เป็นข้ออ้างรองรับการยกเว้นที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานปกติ หรือประกาศสถานการณ์พิเศษ เช่น ภาวะฉุกเฉิน กฎอัยการศึก หรือจนถึงขั้นระงับหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ ที่จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายความมั่นคงสามารถใช้มาตรการและกำลังบังคับที่เห็นว่าจำเป็นและไม่อาจทำได้ในยามปกติเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์
แต่ในรัฐและในโลกสมัยใหม่ในยุคปัจจุบัน กองทัพดำรงความชอบธรรมในฐานะเครื่องมือที่เป็นกำลังความรุนแรงที่รัฐนำมาถือไว้แทนประชาชนพลเมืองทุกคนสำหรับป้องกันภัยคุกคาม และจัดการกับศัตรูผู้รุกรานที่มาจากภายนอก ในเงื่อนไขแบบนี้ ถ้าผูกโจทย์ความมั่นคงที่ชักนำให้ฝ่ายอำนาจรัฐกับประชาชนพลเมืองต้องกลายเป็นศัตรูคู่ต่อสู้กันขึ้นมา สถานการณ์แบบนั้นย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะก่อวิกฤตความชอบธรรมทั้งแก่กองทัพ แก่ระบอบและแก่อำนาจรัฐโดยรวม ขอให้ดูกรณีซีเรียเป็นตัวอย่างเถิด
ด้วยเหตุนั้น ในการผูกโจทย์ว่ามีภัยคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์และต้องป้องกันสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ให้มั่นคง คำถามที่ผู้เขียนเรียนถามผู้อาวุโสกลับไปก็คือ ถ้าภัยคุกคามนั้นมิได้มาจากภายนอก ก็แสดงว่า เห็นว่าเป็นภัยมาจากภายในนี้เองใช่ไหม แล้วนี่จะมิใช่จุดเริ่มต้นของการสร้างภาวะศัตรูให้เกิดขึ้นระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนและในระหว่างประชาชนด้วยกันเองหรือ การตั้งประเด็นที่ส่งผลเป็นความแตกแยกและเป็นศัตรูต่อกันระหว่างประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย กับพระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุขของรัฐและประชาชาติ จะทำให้พระมหากษัตริย์มีความมั่นคงขึ้นมาได้หรือ กองทัพจะมีสิทธิอำนาจความชอบธรรมในการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เทียบเท่ากับประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้อย่างไร
ยิ่งถ้าเป็นกองทัพที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐในสถานการณ์ยกเว้น และมีการจำกัดหรือรอนและละเมิดสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานทางการเมืองของพลเมืองด้วยแล้ว ยิ่งมิได้อยู่ในฐานะเข้มแข็งที่จะคุ้มครองรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ แต่การใช้อำนาจแบบนั้นกลับจะยิ่งสร้างเงื่อนไขที่เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นได้ทุกเมื่อ เพราะแรงต้านทานและความไม่พอใจที่ก่อตัวขึ้นมาจากการถูกจำกัดถูกรอนหรือละเมิดสิทธิ ไม่เพียงแต่จะมุ่งมาที่กองทัพ แต่ยังอาจเลยมาถึงสิ่งที่ถูกยกขึ้นมาเป็นเหตุผลลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของพวกเขา
อนึ่ง มีหลักทั่วไปอยู่ว่ากองทัพที่มิได้ถูกออกแบบมาแต่ต้นเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่เป็นกลไกใช้อำนาจการปกครอง จัดการความขัดแย้ง หรือจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และทั้งมิได้เป็นกองทัพส่วนตัวของผู้นำที่ถูกออกแบบมาสำหรับกำราบปราบปรามประชาชนที่ต่อต้าน ถ้าจำจะต้องเข้ามาทำหน้าที่เหล่านั้น ยิ่งนานจะยิ่งเกิดความตึงเครียดภายในจากการที่ความขัดแย้งในปริมณฑลการเมืองภายนอกทั้งมวลถูกลากเข้ามาในกองทัพ หรือกองทัพต้องเข้าไปจัดการความขัดแย้งด้วยเครื่องมือที่ตนชำนาญอยู่ไม่กี่อย่าง ในที่สุดก็จะหนีไม่พ้นการแตกหักที่ผลลงเอยยากแก่การคาดการณ์
ประชาชนต่างหากคือผู้คุ้มครองรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ได้ดีที่สุด แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติข้อหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องเข้าใจยากอย่างใด นั่นคือประชาชนเป็นปุถุชน ธรรมดาของปุถุชนย่อมมีรักชอบเกลียดเฉย อันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในจากอัตภาวะและประสบการณ์ของพวกเขาแต่ละคน ไม่มีทางที่จะคาดหวังและทำให้คนทุกคนมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนกันหมดได้ รวมทั้งความรู้สึกที่พวกเขามีเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ในฐานะที่เขาเป็นประชาชน เขาย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกถึงความรู้สึกต่างๆ ของเขาได้ตราบเท่าที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนอื่น ในขณะที่พระมหากษัตริย์ผู้อบรมอยู่ในทศพิธราชธรรมย่อมทรงบำเพ็ญขันติธรรมบารมีด้วยความหนักแน่นไม่หวั่นไหวอยู่แล้ว ไม่ควรที่ใครจะอ้างอันตรายและการรักษาความมั่นคงที่จะสร้างภาวะขัดกันขึ้นมาโดยไม่จำเป็นระหว่างสิทธิเสรีภาพอันไม่พึงล่วงละเมิดของคนในฐานะมนุษย์และพลเมือง กับสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะของผู้เป็นประมุขของรัฐและประชาชาติ
ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะถามว่าทำอย่างไรจึงจะสร้างความมั่นคงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้เขียนเรียนผู้อาวุโสว่าควรเปลี่ยนคำถามความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นคำถามถึงความเข้มแข็งของสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง ที่มีกลไกเชิงสถาบันสนับสนุนให้เขามีและใช้อำนาจตามสิทธิและเสรีภาพด้านต่างๆ ได้อย่างมั่นคง เพราะพลังความเข้มแข็งของสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองนั่นแหละที่จะเป็นเครื่องรักษาระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้มั่นคงดีที่สุดยิ่งกว่าอำนาจใดๆ







