posttoday
ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เศรษฐกิจไทย (อีกครั้ง)

ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เศรษฐกิจไทย (อีกครั้ง)

25 มีนาคม 2559

ผมจั่วหัวแบบนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วในบทความที่นำเสนอ เพราะในที่สุดก็ถึงวันที่ทุกฝ่ายยอมรับว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการส่งออกเป็นหลักอย่างเดียว อาจไม่ใช่วิธีที่จะแก้ปัญหา และการมุ่งเน้นการเติบโตของจีดีพีด้วยคำว่า “ต้องได้เท่านั้นเท่านี้” ก็เป็นตัวเลขที่ไม่มีความหมายใดๆ ในการรับรู้ของประชาชนส่วนใหญ่

ผมจั่วหัวแบบนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วในบทความที่นำเสนอ เพราะในที่สุดก็ถึงวันที่ทุกฝ่ายยอมรับว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการส่งออกเป็นหลักอย่างเดียว อาจไม่ใช่วิธีที่จะแก้ปัญหา และการมุ่งเน้นการเติบโตของจีดีพีด้วยคำว่า “ต้องได้เท่านั้นเท่านี้” ก็เป็นตัวเลขที่ไม่มีความหมายใดๆ ในการรับรู้ของประชาชนส่วนใหญ่

ไม่มีใครต้องถูกลงโทษ และไม่ต้องโทษใคร เนื่องจากว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อโลกทั้งใบนี้เผชิญทุกอย่างที่ไม่ควรเผชิญพร้อมๆ กันทุกมุมโลก ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบางจากการให้ความเห็นของนักวิเคราะห์หลากหลายประเทศ กำลังการผลิตล้นเกินของจีน การที่เศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าที่คิด รวมทั้งสงคราม

และล่าสุดคือการก่อการร้ายในยุโรป โลกเศรษฐกิจกำลังเผชิญสิ่งที่เรียกว่า “ความไม่แน่นอน” และไม่แน่ใจว่าจะลากยาวไปแค่ไหน

สิ่งหนึ่งที่มักได้รับฟังในวงสนทนาเสมอ คือ เรื่องการนำจีดีพีไทยไปเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน ที่ต้องยอมรับเช่นกันว่า ประเทศไทยมีปัญหามากกว่าประเทศอื่นในภาพรวมๆ ในแง่ประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ หากจะมองโดยยึดจีดีพีตัวเดียว

แต่ความจริงแล้ว หากได้เดินทางและได้พบนักธุรกิจที่หลากหลายของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่ทุกคนที่คิดว่าการเติบโตของจีดีพีของประเทศตัวเองอย่างสวยงาม และดีกว่าประเทศไทย หรือไม่ได้มีความยากลำบากบางประการ หรือมีมุมบวกทั้งหมด หลายๆ ประเทศกำลังกลัว และระมัดระวังด้านการลงทุนของทุกฝ่ายที่เข้ามาสร้างความเติบโตในประเทศเหล่านั้น หากความเติบโตนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ได้มีการกระจายความมั่งคั่งออกไป

สุดท้ายหลายๆ คนเห็นภาพเดียวกันว่า จะเกิด “ความเหลื่อมล้ำ” ที่ยากจะควบคุม และหลายคนที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น มองไปในทางเดียวกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดในสภาวการณ์ความไม่แน่นอนนี้ คือ การสร้างความแข็งแกร่งภายในให้มากที่สุด ไม่ใช่เร่งตัวเลขทางเศรษฐกิจประการเดียว เมื่อข้างนอกไม่เอื้อให้ทำอะไรได้ ก็มาเน้นข้างใน

รัฐบาลได้มีแนวคิดต่างๆ มากมายที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกลึกไปกว่านี้ ทั้งเร่ง ทั้งรีบ และล่าสุด
มีแนวคิดจะนำเงินสะสมของท้องถิ่นที่มีมากกว่า 3 แสนล้านบาท ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นการท่องเที่ยวและการแปรรูปสินค้าเกษตรต่างๆ ให้มีมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง หากการตัดสินใจนี้ทำได้ ซึ่งไม่ทราบว่า วันนี้ในแง่กฎหมายต่างๆ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมจากการที่ท้องถิ่นมีเงินออม ควรทำหรือไม่ควรทำ แต่หากทำได้จริง โดยให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ทิศทางการพัฒนาเป็นอย่างไร ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างเต็มที่

แต่หากการตัดสินใจนำเงินนี้มาใช้โดยมีสูตรสำเร็จจากรัฐบาล ว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ผู้เขียนไม่เห็นด้วย วันนี้ท้องถิ่นไปไกลกว่าที่ใครจะสามารถกำหนดทิศทางให้ได้แล้ว

ยากมากที่จะอธิบายบางอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ขณะนี้ในแง่โครงสร้างที่ไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่สะสมเรื้อรังมายาวนาน และผลจากสิ่งนี้จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เป็นระลอกคลื่น รุนแรงบ้าง ไม่รุนแรงบ้าง จนในที่สุดมาถึงจุดสูงที่สุดรอบหนึ่งในช่วงที่ผ่านมา และเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชน ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ แม้ว่าหลายคนจะกล่าวว่ามีกลไกหลายอย่างอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้

แต่สำหรับผู้เขียนยังมองที่เดิมตั้งแต่เริ่มเขียนคอลัมน์นี้ ถ้าหากเหตุแห่งความไม่สมดุลทั้งที่มองเห็นจับต้องได้ และทั้งที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ไม่ถูกสะสมมากเช่นนี้ ประเทศไม่น่าที่จะเดินทางมาถึงจุดที่เดินหน้าลำบาก ถอยหลังไม่ได้ทางเศรษฐกิจ ในขณะที่หลายประเทศชัดเจนแล้วว่า ทิศทางข้างหน้าของประเทศมุ่งสู่ความโดดเด่นเรื่องใด ของประเทศไทยหากถามคนส่วนใหญ่จะตอบว่า “ไม่รู้”

แน่นอนว่า ปัญหาทางการเมืองทำให้เกิดสภาวะพิเศษเช่นปัจจุบัน ย่อมส่งผลต่อการส่งออกด้วย การเจรจาการค้าต่างๆ มีความยากมากกว่าปกติ แต่ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากโครงสร้างภายในเช่นนี้ อาจร่วมกันแก้ไขได้ด้วยความร่วมมือกัน จากนักธุรกิจ ใหญ่เล็ก ส่วนกลาง ท้องถิ่น เพราะเป็นเรื่องปากท้องของทุกฝ่าย ไม่ใช่เรื่องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นเรื่องภายใน การขาดการรับฟังเสียงสะท้อนทางเศรษฐกิจ ฟังให้มาก ฟังให้กว้างขวาง เนื่องจากอาจถามแล้วคนไม่กล้าพูด ทำให้บางครั้งการจัดเรียงลำดับต่างๆ ในการบริหารเศรษฐกิจมหภาคผิดความคาดหมายของคนส่วนใหญ่ และสร้างปัญหาลามด้านความมั่นคงทันที

เศรษฐกิจสมัยใหม่กับการเมืองเป็นของที่แยกกันไม่ได้ ดังเช่นในที่สุดก็ต้องก้าวสู่ภาวะที่ต้องพึ่งกลไกท้องถิ่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากกลไกนี้ดับไประยะหนึ่ง เพราะมุ่งด้านการส่งออกเป็นสำคัญ มุ่งภาพรวม แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยว่าเศรษฐกิจที่จะมุ่งการขยายตัวเหล่านี้ พวกเขาได้ประโยชน์อะไร?

คำตอบของคำถามนี้ อาจมีความหมาย หากมีการนำเงินก้อนนี้ออกมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยากให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมจริงจัง แยกเรื่องนี้ออกจากการเมืองทุกฝ่าย

ที่สำคัญรัฐบาลต้องไม่พลาดที่จะใช้โอกาสนี้ ผนึกกำลังร่วมกับท้องถิ่น ทำให้คนในชาติเห็นให้ได้ว่า เป็นเรื่องของทุกคนในประเทศนี้ เรื่องเศรษฐกิจยังไงก็ต้องหาทางคุยกันให้ได้ ผนังทองแดงกำแพงเหล็กของประเทศรออยู่เสมอ และรอคอยอย่างอดทน อดกลั้น และไม่ได้เพิ่งเป็นผนังทองแดงวันนี้ แต่เป็นมานานแล้ว จะพังมันทิ้ง หรือจะเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้ทุกคนไม่ว่าใหญ่เล็ก อยู่ที่วิธีคิดของรัฐบาล และนักธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยนี่เอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท