
บึ้มสะท้านบรัสเซลส์ สะเทือนศก.ยุโรป
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
จากเหตุวินาศกรรมฝรั่งเศสเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา นอกจากทั่วโลกจะตื่นตระหนกกับภัยก่อการร้ายรอบใหม่ที่เขย่าขวัญยุโรปแล้ว ก็ยังเกิดความกังวลขึ้นไม่น้อยด้วยว่า การโจมตีเมืองหลวงการท่องเที่ยวโลกอย่างกรุงปารีส จะสั่นสะเทือนเศรษฐกิจยุโรปให้ระส่ำอีกครั้งทั้งที่ยังไม่ฟื้นไข้ดีจากปัญหาเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องชัดเจน เนื่องจากยังต้องรอดูตัวเลขในไตรมาสแรกของปีนี้ก่อน แต่ในเบื้องต้นนั้นความเสียหายได้ปรากฏให้เห็นอย่างหนักแล้วกับภาคการท่องเที่ยวฝรั่งเศสช่วงปลายปีที่เป็นช่วงไฮซีซั่น โดยสะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี 2015 ที่ขยายตัวลดลงอยู่ที่ 0.2% จาก 0.3% ในไตรมาสก่อนหน้า
เป็นที่น่าโล่งใจได้ส่วนหนึ่งว่า การก่อการร้ายในฝรั่งเศสซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศยูโรโซนนั้น ไม่ได้ฉุดเศรษฐกิจทั้งยุโรปให้ดิ่งเหวตามไปด้วย โดยจีดีพียังคงขยายตัวได้ดีในระดับ 1.6%
อย่างไรก็ตาม เหตุวินาศกรรมยุโรปซ้ำสองที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้จุดกระแสความกังวลเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อภาคพื้นยุโรปขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากเป็นช่วงที่ยุโรปกำลังเผชิญกับความเสี่ยงหลายด้านอยู่แล้ว ทั้งกรณีที่อังกฤษต้องการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และการค้าต่างประเทศที่ชะลอตัวลงจากแรงฉุดของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
นอกจากนี้ การที่ระเบิดในบรัสเซลส์เกิดขึ้นตามหลังเหตุวินาศกรรมปารีสเพียง 4 เดือน ซึ่งสะท้อนถึงเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่ยังโยงใยอย่างเหนียวแน่นในยุโรป ทั้งที่ยุโรปยังมีการคุมเข้มการรักษาความปลอดภัยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนั้น ยังอาจส่งผลกระทบทางจิตวิทยายิ่งกว่าเมื่อครั้งกรุงปารีส และมีผลต่ออารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอยของชาวเบลเยียมและชาวยุโรปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกด้วย
ในเบื้องต้นนั้น หลายฝ่ายยังมีความเห็นที่ค่อนข้างแตกต่าง โดยส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจน่าจะจำกัดวงในระยะสั้นมากกว่า โดยเทียบกับเมื่อครั้งระเบิดปารีสที่ไม่ได้ฉุดยุโรปในภาพรวมลงมากนัก ขณะที่ขนาดเศรษฐกิจของเบลเยียมและความสำคัญในฐานะแหล่งท่องเที่ยวก็มีขนาดที่เล็กกว่ากันมาก
ฟรานเซสกา เพค นักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทวิจัยด้านเศรษฐกิจ ไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ ประเมินว่า แม้การโจมตีที่กรุงบรัสเซลส์จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยกระทบต่อการบริโภคจากการที่ระบบขนส่งสาธารณะหยุดหรือลดการให้บริการชั่วคราว รวมถึงการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ แต่เชื่อว่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น
“หลังจากเหตุการณ์โจมตีปารีส ความเชื่อมั่นครัวเรือนของฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่ามีความยืดหยุ่นมากกว่าคาด ผู้บริโภคไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวันเพื่อรับมือกับการก่อการร้าย เราจึงคาดว่าผู้บริโภคเบลเยียมจะฟื้นตัวเร็วเช่นเดียวกัน และคาดว่าจะจำกัดผลกระทบต่อมุมมองและการใช้จ่ายในช่วงไตรมาสหน้า” เพค กล่าว
อย่างไรก็ตาม การระเบิดที่เบลเยียมก็มีความต่างออกไปจากครั้งกรุงปารีส เพราะถือเป็นการเกิดขึ้นแทบจะติดต่อกันภายในเวลาเพียงแค่ 4 เดือน และยังเกิดขึ้นทั้งที่ทุกฝ่ายทราบดีว่ารัฐบาลเบลเยียม
ได้เพิ่มการเฝ้าระวังอย่างเต็มที่อยู่แล้ว หลังจากที่เพิ่งจับกุม ซาเลาะห์ อับเดสลาม ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุระเบิดปารีสเมื่อปลายปีที่แล้วได้หมาดๆ ทว่าการโจมตีก็ยังหลุดรอดเกิดขึ้นมาได้ ทำให้ความกังวลต่อภัยก่อการร้ายอาจเพิ่มสูงขึ้นจากครั้งก่อน
ธนาคารไอเอ็นจี ประเมินว่าการโจมตีครั้งล่าสุดนี้จะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าถึงราว 4,000 ล้านยูโร (ราว 1.2 แสนล้านบาท) เฉพาะในเบลเยียม
แต่หากยังมีเหตุโจมตีเกิดขึ้นอีกแม้เพียงประปรายหรือไม่ได้มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ก็จะยิ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชน และจะทำให้ความเสียหายดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นอีก
ทั้งนี้ เพราะแม้ว่าความเสียหายจากอาคารบ้านเรือนที่ถูกแรงระเบิดจะคิดเป็นมูลค่าไม่มากนัก อีกทั้งบรรดาร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้า จะพากันปิดให้บริการในช่วงต้น พร้อมทั้งลูกค้าที่คาดว่าจะยังคงบางตาอยู่ในช่วงเร็วๆ นี้ ทว่าหลังจากนี้ไปมีแนวโน้มที่รัฐบาลเบลเยียมจะต้องออกมาตรการเพิ่มการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดมากขึ้นอีก ซึ่งจะกระทบต่อการมาจับจ่ายใช้สอยหรือใช้บริการของประชาชน ที่กำลังอยู่ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ หรืออีกหนึ่งเทศกาลสำคัญของชาวคริสต์ที่จะมีเงินแพร่สะพัดทุกปี
ขณะที่ความเสียหายหลักๆ อีกด้าน ยังมาจากการปิดสนามบินชั่วคราว ซึ่งมีการประเมินอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านยูโร (ราว 400 ล้านบาท) ต่อวันอีกด้วย
ไม่เพียงแค่ไอเอ็นจีเท่านั้น นักวิเคราะห์บางส่วน เช่น มาร์กาเร็ต หยาง จากซีเอ็มซี มาร์เก็ต สิงคโปร์ เชื่อว่าการโจมตีที่กรุงบรัสเซลส์ และการก่อการร้ายอื่นๆ ด้วยฝีมือของกลุ่มไอเอสนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เมื่อผสมกับปัญหาผู้อพยพที่ตึงเครียดขึ้นในปัจจุบัน จะยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น โดยจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ และยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะยาวอีกด้วย
แจ็ก จาค็อบ อดีตนายทหารสหรัฐที่เชี่ยวชาญด้านการค้าชายแดน ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซีว่า ผลกระทบอีกด้านที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ การค้าขายภายในยุโรปเองที่อาจจะติดขัดขึ้น จากการเพิ่มมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายให้เข้มงวดขึ้นหลังจากนี้ จากเดิมที่ชาวยุโรปกว่า 400 ล้านคน ทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไปจนถึงนักธุรกิจ สามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้อย่างเสรีในกลุ่มเชงเกนวีซ่า
ปัจจุบันการฟื้นตัวของยุโรปเองก็แผ่วลงอยู่แล้ว ทั้งจากการค้าโลกที่ซบเซาลง และผลกระทบราคาน้ำมันดิ่งลงยาว ซึ่งฉุดให้อัตราเงินเฟ้อของยุโรปถึงกับติดลบในช่วงต้นปีนี้ ขณะที่เยอรมนี ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจเบอร์ 1 ในยุโรป ก็เพิ่งหั่นคาดการณ์จีดีพีปี 2016 ไปหมาดๆ จากคาดการณ์เดิมช่วงปลายปีที่แล้วที่ 1.6% มาอยู่ที่ 1.5%
ภัยก่อการร้ายรอบใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดจึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของเศรษฐกิจยุโรปในปีนี้ และอาจกลายเป็นปัจจัยลบใหม่ของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นมา หากยุโรปไม่สามารถควบคุมเหตุรุนแรงรอบใหม่ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีกได้







