
ไพร์มเรสฯหวังเกิด สบช่องปีนี้ไอทีโต
จากการคาดการณ์ของไอดีซีเกี่ยวกับการใช้จ่ายทางด้านสินค้ากลุ่มไอที
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
จากการคาดการณ์ของไอดีซีเกี่ยวกับการใช้จ่ายทางด้านสินค้ากลุ่มไอที ซึ่งมีการเติบโตเพียง 2-3% ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มสินค้าด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างเซิร์ฟเวอร์หรือสตอเรจ แต่ยังมีการใช้จ่ายในเรื่องของซอฟต์แวร์โซลูชั่น รวมทั้งการเจาะตลาดซอฟต์แวร์เฉพาะกลุ่มยังคงมีการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องแต่ไม่แบ่งออกมาชัดเจน
เจษฎา ภาสวรวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพร์ม เรสโซลูชั่น เปิดเผยว่า แม้จะมีการใช้งานคลาวด์ในไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถือว่าการเติบโตในตลาดนี้โตช้ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเรากำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น ประกอบด้วย คลาวด์ บิ๊กดาต้า โซเชียลเน็ตเวิร์ก และโมบิลิตี้
“บริษัทประเมินตลาดในปีหน้าว่า องค์กรที่วางความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานไอทีไปแล้ว จะมีการทำดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นเกือบ 50% ทำให้มีการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กรให้มากขึ้น ซึ่งองค์กรเหล่านี้ ต้องการที่จะนำเทคโนโลยีด้านไอซีทีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการระบบอย่างคุ้มค่า” เจษฎา กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทได้เริ่มจดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2558 โดยเริ่มต้นเงินทุนจดทะเบียนที่ 5 ล้านบาท และทยอยเพิ่มทุนเข้าไปเป็น 10 ล้านบาท และร่วมมือกับภาคธุรกิจ คู่ค้า และพาร์ตเนอร์ในการทำระบบต่างๆ เพื่อผลักดันนักพัฒนาไทยที่มีฝีมือพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมสำหรับกับแต่ละภาคธุรกิจ
“ไพร์มเรสโซลูชั่นจะเป็นตัวกลางระหว่างนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์สินค้ากับภาคธุรกิจที่ต้องการซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมกับการทำงาน โดยจะทำตลาดร่วมกับเวนเดอร์รายใหญ่ 6 ราย ไม่ว่าจะเป็น Smart Sense, Simplivity, NetKa System, ArtiFact, Schneider และ ASG”
นอกจากนี้ แนวโน้มไอทีที่ไอดีซีคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นนั้น จะมาจากความต้องการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบที่ดีและปลอดภัย เข้ามาช่วยทำงานในระบบหลักได้ง่าย รวดเร็ว ยืดหยุ่น และที่สำคัญต้องประหยัดและปลอดภัย เพื่อให้การวางโครงสร้างระบบพื้นฐานเป็นไปในทิศทางที่ดีสำหรับอนาคต
“เราจะเน้นที่ 4 โซลูชั่นหลักที่สอดคล้องกับดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น คือ บิ๊กดาต้า คลาวด์ ซีเคียวริตี้ และเน็ตเวิร์ก และจะเน้นสัดส่วนเข้าไปทำตลาดในกลุ่มของธนาคาร 20% โทรคมนาคม 40% เฮลท์แคร์ 10% ที่เหลืออีก 30% เป็นภาคการผลิตและยานยนต์ เพราะเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันด้านคุณภาพ ความสามารถของระบบและเข้าถึงระบบการทำงานได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังลดขั้นตอนการทำงานให้เสร็จภายในระบบเดียวกันไม่ต้องลงทุนซ้ำซ้อน”
อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของรายได้ยังไม่ได้ตั้งเป้าที่สูงมากนัก เพราะเป็นช่วงแรกของการทำตลาด คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะทำได้ที่ 80-100 ล้านบาท สำหรับประเทศไทย อีกทั้งบริษัทอยู่ในช่วงศึกษาตลาดต่างประเทศอย่างกัมพูชาและเมียนมาเพิ่มเติม แต่ได้เข้าไปทำตลาดในมาเลเซียและลาวบ้างแล้ว คาดว่าจะทำรายได้ประมาณ 30-40 ล้านบาท ตั้งเป้าเป็นผู้นำในอีก 3-5 ปี ในกลุ่มของโซลูชั่นเฉพาะทางเน้นเรื่องของการขายเซอร์วิสซึ่งยังลงทุนในเรื่องของทีมงานและศูนย์บริการที่ทำร่วมกับพาร์ตเนอร์ เพื่อให้ตอบโจทย์ในการทำงานได้อย่างราบรื่น







