
ถอดบทเรียนเบลเยียม
เหตุระเบิดโจมตีสนามบินและรถไฟใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม นับเป็นเหตุวินาศกรรมช็อกโลกอีกครั้งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และไม่คาดคิดด้วยว่าจะเกิดขึ้นตามมาอีกครั้ง ในเวลาเพียงไม่ถึง 4 เดือน หลังจากที่เพิ่งเกิดการก่อการร้ายขึ้นในกรุงปารีส ฝรั่งเศส ไปเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา
เหตุระเบิดโจมตีสนามบินและรถไฟใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม นับเป็นเหตุวินาศกรรมช็อกโลกอีกครั้งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และไม่คาดคิดด้วยว่าจะเกิดขึ้นตามมาอีกครั้ง ในเวลาเพียงไม่ถึง 4 เดือน หลังจากที่เพิ่งเกิดการก่อการร้ายขึ้นในกรุงปารีส ฝรั่งเศส ไปเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา
นอกจากความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เสียชีวิตไปถึง 31 คน บาดเจ็บอีกราว 270 คน และเพื่อนยุโรปของเราที่อยู่ในความเศร้าระคนความสับสน จนอาจถึงขั้นโกรธแค้นต่อความรุนแรงสุดโต่งครั้งนี้แล้ว เรายังต้องไม่ลืมด้วยว่าระเบิดที่อยู่ห่างจากเราออกไปราว 9,255 กิโลเมตรครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวคนไทยและอาเซียนเราเลยแม้แต่น้อย
หากมองเพียงผิวเผินว่าเบลเยียมไม่ได้เป็นประเทศใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อทั้งไทยและโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว หรือตลาดทุนแล้ว เราอาจจะพลาด “บทเรียน” สำคัญจากเรื่องนี้ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าภูมิภาคอาเซียนของเราเองก็ไม่ได้มีความเสี่ยงภัยก่อการร้ายน้อยไปกว่ายุโรปหรือสหรัฐมากนัก
หลังจากที่ห่างหายจากกลุ่มก่อการร้ายหน้าเดิมอย่าง เจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) เมื่อราว 10 ปีก่อน มาวันนี้อาเซียนเรากลับมาเผชิญภัยก่อการร้ายระลอกใหม่อีกครั้ง ที่เชื่อมโยงระหว่างคนในกับคนนอกอย่างกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส)
มีรายงานมาก่อนหน้านี้ว่ามีคนในหลายประเทศอาเซียน หลักๆ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ หลายร้อยคน ไปร่วมรบกับไอเอสในซีเรีย เพื่อกลับมาก่อการในบ้านและหวังสร้างชื่อเครือข่ายไอเอสภาคพื้นอาเซียนเป็นเป้าหมายต่อไป ล่าสุด วานนี้ มาเลเซียก็จับกุมผู้ต้องสงสัยได้อีก 13 คน
ทว่าความเสี่ยงก่อการร้ายในอาเซียนรอบใหม่นี้ เรากลับไม่เห็นความร่วมมือระหว่างภูมิภาคอย่างชัดเจนมากพอเมื่อเทียบกับในอดีต จากเหตุวินาศกรรมครั้งล่าสุดในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีเพียงออสเตรเลียที่รู้ข่าวและเตรียมการป้องกันล่วงหน้าเร็วกว่าใคร โดยมีรายงานการปิดซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ ชั่วคราวในเวลาไล่เลี่ยกันก่อนที่เหตุโจมตีในจาการ์ตาจะเป็นข่าวเสียด้วยซ้ำ
ในขณะที่เหตุระเบิดในบรัสเซลส์นั้นยังคงเกิดขึ้นได้ แม้ว่าเบลเยียมจะเตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว หลังจากที่เพิ่งจับคนร้ายในคดีระเบิดปารีสได้ อีกทั้งยุโรปยังมีความร่วมมือต่อต้านการก่อการร้ายที่เหนียวแน่นกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวกรองหรือด่านชายแดน ซึ่งเข้มกันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ก็ยังมีช่องโหว่เกิดขึ้นได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการต่อสู้กับพวกสุดโต่งที่ใช้ความรุนแรงนั้น ไม่อาจเอาชนะได้ง่ายๆ หากไม่มีการร่วมมือกันที่ดีกว่านี้
ระเบิดครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่เบลเยียมเท่านั้น แต่ลามไปยังเศรษฐกิจทั่วยุโรปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวหรือบรรยากาศจับจ่ายใช้สอย เพราะเพิ่งเกิดขึ้นติดกันเพียง 4 เดือน ขณะที่อาเซียนเราซึ่งเพิ่งจะก่อตั้งประชาคมเศรษฐกิจเออีซีไปหมาดๆ ก็อาจจะถูกสั่นคลอนตามมาได้ในอนาคตเช่นกัน หากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่าจะควบคุมความเสี่ยงนี้ได้
ทว่าที่สุดแล้ว ความเกลียดชังและการใช้ความรุนแรงบนแนวคิดที่สุดโต่งเช่นนี้ ก็จะไม่สามารถเอาชนะความร่วมมือกันของทุกประเทศ ทั้งภาครัฐและประชาชน บนพื้นฐานของหลักเหตุผลและความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไปได้อย่างแน่นอน







