posttoday
‘สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์’ มองการลงทุนไทย อย่ากระตุ้นแต่ลงทุนระยะสั้น

‘สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์’ มองการลงทุนไทย อย่ากระตุ้นแต่ลงทุนระยะสั้น

24 มีนาคม 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

งานสัมมนา “โพสต์ฟอรั่ม 2016” เมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “ปีทองของการลงทุนในประเทศไทย” สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้มุมมองปีทองการลงทุนไทยผ่านสายตาทีดีอาร์ไอว่า ปัจจุบันรัฐบาลพยายามผลักดันการลงทุนผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างมาก แต่พอมาดูเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่เคยมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไทย เคยเปลี่ยนจากประเทศเกษตรกรรมมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมมาแล้วกลับลดลงเรื่อยๆ สะท้อนว่าไทยเริ่มมีเสน่ห์หรือแรงดึงดูดเอฟดีไอได้ลดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

เดิมช่วงปี 2548-2550 ไทยสามารถดึงดูดเอฟดีไอจากทั่วโลกได้ส่วนแบ่ง 0.89% จากทั่วโลกที่ 100% แต่มาในช่วงปี 2557-2558 เม็ดเงินส่วนนี้กลับลดลงเหลือ 0.87% ดูเหมือนลดลงเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามเขากลับมีเม็ดเงินส่วนนี้เพิ่มขึ้น โดยมาเลเซียเพิ่มจาก 0.52% เป็น 0.78% และเวียดนามเพิ่มแบบก้าวกระโดดจาก 0.23% เป็น 0.65% กลายเป็นเขาชิงส่วนแบ่งได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศไทย

ทั้งนี้ ในภาวะนี้รัฐบาลไทยพยายามทำอะไรหลายอย่างมากในการจะเพิ่มการลงทุน แต่ดูเหมือนการลงทุนก็ยังเกิดขึ้นน้อย สิ่งที่รัฐบาลทำประกอบด้วย 1.ปรับลดอัตราภาษีให้แข่งขันได้ รัฐบาลได้ลดภาษีเงินได้ เดิม 30% เหลือ 20% เป็นอัตราที่ดึงดูดและไม่แพ้ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนแล้ว แข่งได้กับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการได้สิทธิประโยชน์จากการได้รับการส่งเสริมการลงทุน
(บีโอไอ) ใช้เงินส่วนนี้ไม่น้อยในการลดหย่อนภาษี คาดว่าเสียรายได้ไปประมาณ 2.2 แสนล้านบาท จากการยกเว้นภาษี และทำให้อัตราการเก็บภาษีนิติบุคคลลดเหลือ 18.2% เทียบกับเฉลี่ยประเทศเพื่อนบ้านเฉลี่ยอยู่ที่ 20.9%

2.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ก็ถือว่ารัฐบาลพยายามทำ แต่ทำไมการลงทุนของต่างชาติยังไม่ค่อยจะเกิดขึ้น เป็นเพราะต่างชาติดูปัจจัยต่างๆ และต้นทุนโดยรวม และต้นทุนโดยรวมของไทยส่วนหนึ่งมันไปอยู่ที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้อัพเกรดมานาน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่รัฐบาลพยายามลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ซึ่งต้องให้คะแนนความตั้งใจของรัฐบาลว่าทำมาก แม้ว่าในทางปฏิบัติจะออกมาช้าบ้างเร็วบ้าง ทำให้ยังทำไม่ได้มากพอ

3.ความยากง่ายในการทำธุรกิจในไทยที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ รัฐบาลก็มีการทบทวนกฎระเบียบครั้งใหญ่ในประเทศไทย เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เป็นเรื่องท้าทายมาก เพราะมีกฎหมาย มีกฎระเบียบจำนวนมาก ที่เป็นอุปสรรค แต่จะแก้ไขได้ทันเวลาแค่ไหนอันนี้ก็ต้องติดตามดู

4.ความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งตรงนี้ไทยมีจุดอ่อนเพราะรัฐบาลส่วนใหญ่มีอายุสั้น ทำให้นโยบายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้นักลงทุนต่างชาติสับสน วิธีการจะสร้างความต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลอายุสั้น บวกกับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า ขณะเดียวกันการเจรจาเสรีการค้า (เอฟทีเอ) ก็ทำน้อยมาก ไม่ได้ส่งเสริมการส่งออกมากนัก ซึ่งสองด้านนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไทยทำน้อยมาก จะมีทำบ้างก็ทำกับประเทศเล็กอย่าง ปากีสถาน ตุรกี ก็เป็นประเทศเล็กไม่เพียงพอที่จะส่งเสริมการส่งออกของไทย ต่างจากประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม ที่ได้เข้าเป็นภาคีข้อตกลงสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งจะมีผลให้ประเทศเหล่านี้เข้าสู่ตลาดอเมริกาเหนือได้แบบก้าวกระโดด จากการที่ภาษีศุลกากรจะลดให้ประเทศเหล่านั้น ส่วนสินค้าไทยที่ส่งออกไปถูกเก็บภาษีสูง จึงเทียบไม่ได้เลยกับมาเลเซียและเวียดนามเมื่อส่งออกไปอเมริกาเหนือ แต่พอจะส่งไปยุโรปไทยก็ถูกตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (จีเอสพี) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเวียดนามกลับไปเจรจาเอฟทีเอกับยุโรปแล้วจึงได้ภาษีส่งออกที่ต่ำกว่า ฉะนั้นประเทศไทยควรเข้าทีพีพีจะได้เข้าสู่ละตินอเมริกาได้สะดวก

และ 5.การเปิดในสาขาภาคบริการ ไทยควรเปิดให้มีการลงทุนมากขึ้น ไม่ใช่เปิดเฉพาะที่กฎหมายให้เปิด เพราะกฎหมายไทยใช้กฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ซึ่งใช้มาตลอด หลายอย่างไม่ได้มีการแก้ไขมานาน อะไรที่กฎหมายไม่เปิดจึงผิดหมด ทำให้ไม่สามารถไปเจรจาเสรีการค้าในส่วนนี้ได้ ส่วนนี้จึงทำให้ไทยเสียความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งในอนาคตจะกระทบการส่งออก และการดึงดูดเทคโนโลยี

“สาเหตุเหล่านี้ทำให้แม้เราจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี จะให้ซูเปอร์คลัสเตอร์อะไรหลายอย่างเต็มไปหมด ทำทีพีพี ฟาสต์แทร็ก ถึงจะทำไปเยอะ ทำโครงสร้างพื้นฐานก็ทำ แต่ก็ไม่ได้ทำในส่วนที่ว่ามา ไม่เปิดเสรี ไม่ทำให้กฎระเบียบในประเทศง่ายขึ้น สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำมาก็จะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น” สมเกียรติ กล่าว

ทั้งนี้ หากถามว่าถ้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐไม่มีการทำรถไฟฟ้าใต้ดิน (เอ็มอาร์ที) จะส่งผลอะไรนั้น คงต้องดูเป็นโครงการๆ ไป ซึ่งอะไรที่เดินหน้าได้ก็เป็นเรื่องดี แต่อะไรที่เจรจาตกลงแบ่งความเสี่ยง แบ่งผลประโยชน์กัน จัดการค่าซ่อมบำรุง (เมนเทแนนซ์) ไม่ได้ อย่างสายสีชมพูหรือสายสีเหลือง ที่รัฐและเอกชนแบ่งต้นทุนกันไม่ได้ มันก็ไปถึงขั้นตอนการอนุมัติ หรือทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ถึงจะใช้ทีพีพี ฟาสต์แทร็ก ถึงจะให้สิทธิพิเศษทางภาษีก็จะไม่เกิดการลงทุน หรือการลงทุนรถไฟในหลายสายในพื้นที่จะไปต่างจังหวัดอาจจะไม่เกิด แม้ว่าจะใช้มาตรา 44 มาช่วยก็จะไม่เกิด ซึ่งการจะเกิดการลงทุนก็มีความเสี่ยงอยู่ด้วย หากว่าสังคมมองว่าไม่ควรทำ ถ้าไม่ผ่านอีไอเอ การจะไปทำก็อาจจะเกิดปัญหาแม้จะมีมาตรา 44 เช่น ท่าเรือปากบารา มันควรตกผลึกก่อนว่าจะเอาท่าเรือนี้ไปแบบไหน มันคุ้มค่าทางธุรกิจหรือไม่ ทำอีไอเอออกมาแล้วเป็นอย่างไร ควรให้มันตรงไปตรงมา

“หากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐดึงการลงทุนเอกชนไม่ได้ มันก็จะได้แต่การลงทุนของรัฐซึ่งก็กระตุ้นเศรษฐกิจได้ส่วนหนึ่ง หากดูจากงบลงทุนทั้งหมด 1.8 ล้านล้านบาท ในระยะ 8 ปี ปีนี้อาจจะทำได้แค่ 1.2 แสนล้านบาท ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่ต่อยอดการลงทุนเอกชนได้ไม่มาก ซึ่งคงทำให้เศรษฐกิจโตใกล้ๆ 3% หรืออาจบวกลบจากนี้นิดหน่อย ซึ่งผมมองว่านโยบายการคลังทำไปมากพอสมควรแล้ว เราอย่าไปมุ่งการลงทุนเพื่อกระตุ้นระยะสั้นมากนัก เพราะมันมีประโยชน์ระยะยาว ฉะนั้นผมว่านโยบายการเงินก็ไม่ได้ว่าจำเป็นต้องผ่อนคลายเพิ่มเติม เรื่องนี้ผมว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็ตามดูอยู่ และจริงๆ นโยบายการเงินก็ผ่อนคลายอยู่แล้ว” สมเกียรติ กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท