
ไล่ล่าแสงเหนือ
ผมอยากไปไอซ์แลนด์มานานแล้ว แต่ในมโนภาพเป็นการไปในฤดูร้อน ซึ่งนอกจากจะหนาวน้อยกว่าแล้ว ยังน่าจะเหมาะกับการท่องเที่ยวมากกว่า เพราะกลางวันยาว พอมีคนมาชวนให้ไปในเดือน มี.ค. ก็เกิดความรู้สึกเบื้องต้นว่าคนปกติเขาไม่ทำกัน แต่เมื่อทราบว่าหัวหน้าคณะคือคุณดวงดาว สุวรรณรังษี (ขออภัยที่เอ่ยนามโดยไม่ได้ขออนุญาต) ตากล้องมืออาชีพชื่อดังที่เคยเห็นฝีมือกันมาแล้วเมื่อครั้งไปทัวร์จิ่วจ้ายโกวฤดูหนาวที่แล้ว ผมก็เหลืออีกเพียงคำถามเดียว คือมีเหตุผลอะไรที่ไปช่วงนี้ คำตอบคือเพื่อไปดูแสงเหนือ ซึ่งหากไปฤดูร้อนจะไม่มีโอกาสเห็น
ผมอยากไปไอซ์แลนด์มานานแล้ว แต่ในมโนภาพเป็นการไปในฤดูร้อน ซึ่งนอกจากจะหนาวน้อยกว่าแล้ว ยังน่าจะเหมาะกับการท่องเที่ยวมากกว่า เพราะกลางวันยาว พอมีคนมาชวนให้ไปในเดือน มี.ค. ก็เกิดความรู้สึกเบื้องต้นว่าคนปกติเขาไม่ทำกัน แต่เมื่อทราบว่าหัวหน้าคณะคือคุณดวงดาว สุวรรณรังษี (ขออภัยที่เอ่ยนามโดยไม่ได้ขออนุญาต) ตากล้องมืออาชีพชื่อดังที่เคยเห็นฝีมือกันมาแล้วเมื่อครั้งไปทัวร์จิ่วจ้ายโกวฤดูหนาวที่แล้ว ผมก็เหลืออีกเพียงคำถามเดียว คือมีเหตุผลอะไรที่ไปช่วงนี้ คำตอบคือเพื่อไปดูแสงเหนือ ซึ่งหากไปฤดูร้อนจะไม่มีโอกาสเห็น
หลังจากนั้นผมก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทัวร์นี้จะไม่หยุดเพียงไอซ์แลนด์ แต่จะเลยต่อไปกรีนแลนด์ด้วย ซึ่งว่ากันว่าจะหนาวเหน็บยิ่งกว่าไอซ์แลนด์อีกหลายองศา
ผมเหมือนคนตกกระไดพลอยโจน คนอื่นไปได้ เราก็ต้องไปได้ เมื่อเดินทางไปถึงไอซ์แลนด์จริงๆ แล้ว ผมจึงเกิดความซาบซึ้งว่า ผู้จัดทัวร์ได้ศึกษาและวางแผนมาแล้วเป็นอย่างดี หิมะและน้ำแข็งยังปกคลุมไปทั่ว และอากาศหนาวเย็น แต่ไม่หนาวจัดจนทนไม่ไหวอย่างที่เกรงกลัวแต่ต้น เวลากลางวันก็ยาวนานกว่าที่คิด ทุกสถานที่ที่เราไปเยี่ยมชม แม้ว่าระหว่างทางถนนหนทางจะโล่ง แทบไม่มีรถวิ่ง แต่เมื่อไปถึงจะพบนักท่องเที่ยวไม่มากก็น้อย ไม่เบียดเสียดยัดเยียด เกือบทุกที่จะพบนักท่องเที่ยวคนไทยกลุ่มอื่นอยู่ด้วย
อีกหลายวันต่อมา เมื่อเราจบโปรแกรมที่ไอซ์แลนด์ และเดินทางต่อไปกรีนแลนด์ อุณหภูมิลดต่ำลงอีก โดยเฉลี่ยประมาณสิบองศาเซนติเกรด จำนวนนักท่องเที่ยวก็ลดลงตามไปด้วย แต่ถึงจะหนาวเหน็บมากขึ้น ก็ยังพอทนได้ ที่น่าแปลกคือ เราพบคนไทยทำงานอยู่ที่นั่นหลายคน ส่วนใหญ่อยู่ตามร้านอาหาร ทั้งภัตตาคารในโรงแรมและคาเฟ่ข้างนอก ซึ่งพอเขาทราบว่าเราเป็นคนไทย ก็จะจัดเมนูพิเศษให้ เช่น ไข่เจียวและโจ๊กหมู เป็นต้น
หากใครจะถามว่าไปทัวร์ครั้งนี้คุ้มค่าหรือไม่ ผมตอบได้โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าเกินคุ้ม เพียงได้เห็นแสงเหนือร่ายรำอยู่เต็มท้องฟ้าหรือภูเขาน้ำแข็งก้อนมหึมาลอยฟ่องอยู่เต็มทะเล ก็ต้องถือว่าคุ้มแล้ว มิหนำซ้ำยังมีมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอื่นๆ แถมให้อีกมากมาย เช่นรอยต่อของ 2 ทวีป ภูเขาไฟที่หลายปีก่อนทำให้การบินในยุโรปเป็นอัมพาต ธารน้ำแข็ง ถ้ำน้ำแข็ง น้ำพุร้อนและแผ่นดินที่เดือดปุดๆ ท่ามกลางหิมะที่อยู่รอบข้าง หาดที่สีดำสนิท ตลอดจนน้ำตกใหญ่เล็ก
ผมขอลงในรายละเอียดของ 2 ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ (ในความเห็นของผมเอง) ที่เราอุตส่าห์ดั้นด้นฝ่าความหนาวเหน็บไปดูกัน ดังนี้
เรื่องแรก คนรู้จักหลายคนให้สมญาการเดินทางของเราครั้งนี้ว่าทัวร์ไล่ล่าแสงเหนือ มีคนอวยพรว่าขอให้ได้เห็นเป็นบุญตา เพราะโอกาสที่คนในประเทศร้อนอย่างเราจะไปในที่แบบนั้นในฤดูหนาวมีไม่มากนัก ไปถึงที่แล้วก็ยังต้องมีโชค ท้องฟ้าต้องไม่ครึ้ม หรือถึงฟ้าจะใส ก็ยังต้องมีปฏิกิริยาของลมสุริยะกับสนามแม่เหล็กโลก 3-4 คืนแรกคณะของเราพบแต่ความผิดหวัง แต่คืนต่อมาได้เจอชุดใหญ่ที่ทำให้ผมเข้าใจความหมายของคำว่าบุญตา เป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงที่เราเห็นแสงเหนือเปล่งประกายหลากสี แดนซ์กระจายทั่วท้องฟ้าท่ามกลางเสียงกรีดร้องด้วยความปีติยินดีของผู้ร่วมคณะ
เรื่องที่สอง ที่กรีนแลนด์ เรานั่งเรือกว่าหนึ่งชั่วโมงไปเยี่ยมชมและรับประทานอาหารกลางวันที่หมู่บ้านชาวประมงแห่งหนึ่ง ระหว่างทางเห็นความอลังการของภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมานับร้อยก้อน และขนาดเล็กขนาดน้อยนับไม่ถ้วน เช้าวันต่อมา เราไปเดินลุยหิมะจนถึงปากทางของธารน้ำแข็งที่เข้าใจว่าชื่อจาคอบเฮเวน ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในกรีนแลนด์ และไหลเร็วที่สุดในโลก เราเห็นน้ำแข็งเป็นแพค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปทางปากอ่าว ธารน้ำแข็งนี้เป็นที่เกิดของภูเขาน้ำแข็งประมาณ 10% ของกรีนแลนด์ มีเหตุให้เชื่อกันด้วยว่า ก้อนที่ทำให้เรือไททานิคอับปางเมื่อกว่าร้อยปีก่อนก็ไปจากที่นี่
กลับมาที่เรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แม้จะมีธรรมชาติที่หาดูที่อื่นได้ยาก แต่อุตสาหกรรมนี้ของไอซ์แลนด์กับกรีนแลนด์ก็เล็กกว่าของเรามาก ปี 2015 ที่ผ่านมา ไอซ์แลนด์มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1.2 ล้านคน ในขณะที่กรีนแลนด์มีเพียงประมาณแสนคน เปรียบกับของเราที่มีถึง 27-28 ล้านคน
จุดอ่อนที่ชัดเจนของไอซ์แลนด์กับกรีนแลนด์คือความหนาวเย็น และการขาดความหลากหลายขององค์ประกอบที่ไม่ใช่ธรรมชาติ เช่นแทบจะไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม แทบจะไม่มีแหล่งบันเทิงยามค่ำคืน ส่วนเรื่องอาหาร แม้ปลาจะสด อร่อย แต่ก็มีไม่กี่อย่าง กุ้งก็เห็นแต่ตัวเล็กๆ ส่วนปู หอยและปลาหมึกไม่มีให้เห็นเลย
แม้เกาะไอซ์แลนด์จะค่อนข้างใหญ่ และกรีนแลนด์ใหญ่มาก (ใหญ่ที่สุดในโลก) แต่ประชากรของเขามีน้อย ไอซ์แลนด์มีประชากรเพียง 3.3 แสนคน ส่วนกรีนแลนด์มีเพียง 5.6 หมื่นคน ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวจึงมีจำกัด
การท่องเที่ยวได้กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของทั้งสองเกาะ รายได้จากการท่องเที่ยวได้ทวีความสำคัญขึ้นเป็นลำดับ จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลาไม่กี่ปี และยังมีแนวโน้มจะขยายตัวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง คนที่นั่นต้องเรียนรู้ ปรับตัว และระมัดระวังไม่ให้การท่องเที่ยวส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และสังคมสิ่งแวดล้อมของเขาจนเกินสมควร
ความประทับใจที่ผมได้รับ และอยากให้รัฐบาลและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเราให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ คือความสะอาดของบ้านเมืองและที่อยู่อาศัย ความไร้อาชญากรรม และความเป็นมิตรของผู้คน เขาไม่เห็นนักท่องเที่ยวเป็นเหยื่ออันโอชะที่จะต้องตักตวงผลประโยชน์ให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง







