
สถิติเด็ก-สตรีถูกทำร้ายพุ่ง
จากการกระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรีมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี และในปีล่าสุดที่ศูนย์พึ่งได้เก็บข้อมูลเฉลี่ยถูกทำร้าย 73 รายต่อวัน....
จากการกระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรีมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี และในปีล่าสุดที่ศูนย์พึ่งได้เก็บข้อมูลเฉลี่ยถูกทำร้าย 73 รายต่อวัน....
โดย...อมรรัตน์ แปงนา
เนื่องจากปัจจุบันสังคมไทยมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ทั้งเด็กและสตรีมีจำนวนมากขึ้นมากทุกวันที่เห็นได้จากข่าวหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการกระทำที่ลงไม้ลงมือแก่เด็กและสตรี ต้นเหตุมาจากการดื่มสุราของสามีหรือผู้เป็นพ่อนั้นเอง ในทั้งนี้ทางศาลอายาธนบุรีได้มีการจัดสัมมนาเรื่อง “การประเมินและถอดบทเรียนการพิจารณาคดีความรุนแรงในครอบครัว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้กระทำผิดด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เฉพาะส่วนที่อยู่ในอำเภอศาลอาญาธนบุรี”ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานหรือเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมทางอาญายาในคดีความรุนแรงในครอบครัว ได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำไปปฏิบัติใช้ในการพิจารณาคดีต่อไป
นายศุภฤกษ์ หงส์ภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ได้เปิดเผยถึงสถิติการถูกทำร้ายในเด็กและสตรีที่มารับบริการที่ศูนย์พึ่งได้ ว่า จากการกระทำความรุนแรงต่อเด็กและสตรีมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี และในปีล่าสุดที่ศูนย์พึ่งได้เก็บข้อมูล (ปี 2551) เฉลี่ยถูกทำร้าย 73 รายต่อวัน หรือทุก 20 นาที มีเด็กหรือสตรีถูกทำร้าย 1 คน จากตารางดังต่อไปนี้
|
ปี |
จำนวน โรงพยาบาล |
จำนวนเด็กและสตรี ที่ถูกกระทำรุนแรง |
เฉลี่ยการถูก ทำร้าย |
|
2547 |
70 |
6,951 |
19 ราย/วัน |
|
2548 |
109 |
11,596 |
32 ราย/วัน |
|
2549 |
110 |
15,882 |
44 ราย/วัน |
|
2550 |
297 |
19,068 |
52 ราย/วัน |
|
2551 |
582 |
26,565 |
73 ราย/วัน |
|
2552 |
- |
23,522 |
64 ราย/วัน |
***ข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ระหว่างปี 2548 – 2552***
ข้อมูลผู้กระทำความรุนแรง (พ่อแม่ สามี ญาติ) ของศูนย์พึ่งได้ ระหว่างปี 2548 – 2551
|
ผู้กระทำ |
ปี 2548 |
ปี 2549 |
ปี 2550 |
ปี 2551 |
|
คนใกล้ชิด |
4,244 |
5,764 |
7,845 |
5,454 |
|
สามี |
3,139 |
4,131 |
4,378 |
5,478 |
|
คนในครอบครัว/ญาติ |
1,505 |
2,143 |
1,133 |
1,645 |
|
พ่อ/แม่ |
355 |
504 |
432 |
645 |
|
พ่อเลี้ยง/ แม่เลี้ยง |
185 |
389 |
288 |
358 |
|
คนร้าย |
654 |
502 |
619 |
1,555 |
|
อื่น ๆ |
1,514 |
2,272 |
2,377 |
11,496 |
|
รวม |
11,596 |
15,705 |
17,072 |
26,631 |
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าผู้ที่กระทำนั้นเกิดจากบุคคลในครอบครัวหรือสามี ในปี 2548 และปี 2551 มีปริมาณมากขึ้นจนน่าตกใจ
จากการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวนั้นสามารถแบ่งได้ 2 สาเหตุคือ สาเหตุที่เกิดจากตัวบุคคล เช่นประสบการณ์ความรุนแรงในเด็กหรือมีปัญหาในด้านสุขภาพและจิตใจจะส่งผลทำให้เกิดความก้าวร้าวแปรปรวน สาเหตุที่ 2 เกิดจากครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับความประพฤติของคู่สมรส เช่นการดื่มสุรา เสพยาเสพติด เล่นการพนัน ความรุนแรงที่เกิดจากการดื่มสุรามีมากถึง 80% ของการกระทำทั้งหมดและยังรวมไปถึงอาการหงุดหงิด พูดขัดคอกัน และความยากลำบากในการทำมากหากิน
ขณะนี้ทางหน่วยงานได้มีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมีเจตนาเพื่อที่จะคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวและแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดอย่างมีประสิทธิภาพและ มีผู้ปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติคือ พนักงานเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน แพทย์/ จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ อัยการ ศาล และบทบาทของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 คือจัดให้มีระบบงานเพื่อสนับสนุนงาน รายงานจำนวนคดีความรุนแรงในครอบครัว จำนวนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จำนวนการละเมิดคำสั่ง และจำนวนการยอมความต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเพื่อทราบปีละครั้ง นายศุภฤกษ์ กล่าว
ตามเจตนาของ พ.ร.บ. คุ้มครอง ฯ คือ คุ้มครองและแก้ไขเยียวยาผู้เสียหาย ยับยั้งมิให้ผู้เสียหายถูกกระทำซ้ำ แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดขั้นจึงได้มีขั้นตอนและวิธีปฏิบัติในการพิจารณาคดีและการไกล่เกลี่ยคดี ความรุนแรงในครอบครัวโดยนายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี กล่าวว่า การกระทำความรุนแรงในครอบครัวตาม พ.ร.บ. คุ้มครอง ฯ คือกระทำด้วยประการใด ๆ ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จิตใจ สุขภาพ โดยตรง กระทำด้วยประการใด ๆ อาจเล็งเห็นผลได้ว่าน่าจะเกิด อันตรายต่อร่างกาย จิตใจ สุขภาพ ใช้อำนาจครองงำผิดคลองธรรม เพื่อให้บุคคลในครอบครัวกระทำ ไม่กระทำหรือยอมรับการกระทำใดมิชอบผู้กระทำและผู้ถูกกระทำต้องเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน
เช่น คู่สมรส บุตร/บุตรบุญธรรมสมาชิกในครอบครัวญาติที่อยู่ในครัวเรือนเดียวกัน บุคคลที่ต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่ในครัวเรือนเดียวกันคือบุคคลใด ๆ ที่มิใช่ญาติแต่ต้องมีความผูกพันด้านอารมณ์จิตใจหรือพึ่งพิงทางเศรษฐกิจ และ การดำเนินคดีความรุนแรงในครอบครัวของศาลอาญาธนบุรี 1. ในชั้นฝากขัง เจ้าหน้าที่ตรวจคำร้องขอฝากขัง
2. ในชั้นฟ้อง เจ้าหน้าที่รับฟ้องจัดทำปกสำนวนเป็นปกสีเขียว ลงสารบบเป็น คร.(ครอบครัว) เสนอสำนวนให้องค์คณะผู้พิพากษาเวรชี้สั่งประทับฟ้องนัดสอบคำให้การจำเลย
3. ในชั้นสอบคำให้การจำเลย สอบคำให้การจำเลย ตรวจพยานหลักฐาน สั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่/พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยและผู้เสียหายตามแบบ คร. 7 หรือ คร.ป.1สั่งให้ส่งคดีเข้าศูนย์ไกล่เกลี่ยเชิงสมานฉันท์ เว้นแต่ไม่เป็นประโยชน์แก่รูปคดี
4. ในชั้นไกล่เกลี่ยโดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยตั้งสำนวนไกล่เกลี่ยแล้วเสนออธิบดี ฯ ตั้งผู้ไกล่เกลี่ย
5. การให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมศาลอาจกำหนดให้จำเลยและผู้เสียหายเข้ารับการปรึกษาที่คลินิกให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมของศาลอาญาธนบุรีที่ที่มีแห่งแรกในประเทศไทยโดยเร็งเห็นถึงปัญหาด้านอาชีพการงานและค่าใช้จ่ายของผู้ต้องหาจึงได้จัดขึ้นมา และที่โรงพยาบาล
6. การพิพากษา คำพิพากษาแบ่งได้อย่างอย่างคือคดีร้ายแรง เช่น พยายามฆ่าหรือกระทำชำเราผู้สืบสันดาน ศาลลงโทษจำคุกคดีไม่ร้ายแรงนัก เช่น ทำร้ายร่างกายสาหัส ศาลอาจรอการลดโทษจำคุก โดยกำหนดเงื่อนไขให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติและบริการสังคม บางคดีกำหนดให้รับการปรึกษาที่คลินิกให้คำปรึกษาด้านจิตสังคมของศาลอาญาธนบุรี 1 หรือ 2 เดือนต่อครั้งตลอดระยะเวลารอการลงโทษ
จากประสบการณ์และการดำเนินคดีความรุนแรงในครอบครับเฉพาะเขตอำนาจของศาลอาญาธนบุรีโดย น.ส.สุพัตรา ภู่ธนานุสรณ์ จากการทำงานของ UNIFEM ได้ตระหนักและมองเห็นคุณค่าของบุคลากรในองค์กร ตั้งแต่ผู้พิพากษาไปจนถึงเจ้าหน้าที่ ร.ป.ภ. เข้ารับฟังความรู้ไม่มีแยกตำแหน่งถึง 150 คน โดยการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคนในองค์กร จะทำให้เห็นถูกกระทำคือผู้ที่เกิดความเสียหายและต้องมีการได้รับความดูแล
พ.ต.ท. (หญิง) ปวีณา เอกฉัตร พนักงานสอบสวนสัญญาบัตร 2 สน.ราษฎร์บูรณะ กล่าวว่า บาบาทของ พ.ร.บ. คุ้มครอง ฯ เมื่อมีผู้มาร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาก่อน แล้วหลังจากนั้นส่งสำนวนแล้วนำไปสู่ชั้นศาล จะมีการให้สอบปากคำของเด็กพนักงานสอบสวนจะต้องจัดนักจิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาหรือผู้ที่ถูกกระทำขอร้องขอร่วมด้วยในการสอบปากคำ และในทั้งนี้เมื่อผู้เสียหายกลัวได้รับเดือดร้อนจะต้องขอขั้นตอนตามตรา 10 คือขอได้จากหัวหน้าสถานีตำรวจ นายอำเภอ เป็นต้น และการสอบปากคำทุกครั้งจะต้องผ่านนักจิตวิทยาหรือผู้ที่ผู้เสียหายนำมา ถ้าไม่ผ่านบุคคลเหล่านี้จะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้







