
ศอตช.แจงยิบผลสอบ "ราชภักดิ์" ไม่พบความผิด
"ไพบูลย์"แถลงผลสอบราชภักดิ์ไม่พบความผิด ชี้ประเด็นหัวคิวเกิดจากความไม่เข้าใจของอดีตผบ.ทบ ผลสอบย้ำชัดเป็นการจ่ายระหว่างเอกชนกับเอกชน
"ไพบูลย์"แถลงผลสอบราชภักดิ์ไม่พบความผิด ชี้ประเด็นหัวคิวเกิดจากความไม่เข้าใจของอดีตผบ.ทบ ผลสอบย้ำชัดเป็นการจ่ายระหว่างเอกชนกับเอกชน
เมื่อวันที่ 23 มี.ค. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) พร้อมด้วยนายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ท.) นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายยงยุทธ มะลิทอง รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ร่วมกันแถลงผลการตรวจสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ โดยมีนายจตุพร พรหมพันธ์แกนนำนปช.และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ร่วมรับฟังการแถลง โดยใช้เวลาการแถลงนานถึง 2 ชั่วโมง
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมรับฟัง รวมถึงผู้ร้องเรื่องนี้เกิดจากประเด็นเรื่องหัวคิว ตนมาในฐานะประธานศอตช. เดิมเรื่องหัวคิวเป็นเรื่องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระทั่งมีผู้ร้องมาที่ประธานศอตช. ซึ่งมีการส่งต่อเอกสารไปให้หน่วยตรวจสอบ เดิมศอตช. ทำงานปกติไม่ได้ทำเรื่องหัวคิวแต่ตนทราบว่ามีการทำตามประเด็นที่มีผู้ร้องเรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้ไม่ทราบรายละเอียดเพราะแต่ละหน่วยงานก็มีหน้าที่ของตัวเองในวันนี้มีป.ป.ช.มาร่วมด้วยเพราะหลังจากนี้อาจมีบางส่วนต้องส่งต่อไปให้ป.ป.ช.
เรื่องที่ตรวจมี 3 ประเด็นหลัก คือ หัวคิว การจัดซื้อและการใช้งบประมาณ เดิมเคยชี้แจงกับสื่อว่าผู้ดำเนินการระบุว่ามีหัวคิว ตนยังยืนยันว่าพูดจริง ตนจึงบอกว่าหากมีการระบุเช่นนี้หากเป็นหัวคิวถ้ามีต้องผิดกฎหมายและต้องตรวจสอบว่ามีหรือไม่ ที่ไหน และอย่างไร
ทั้งนี้ในการตรวจสอบหน่วยงานอาจยังไม่สามารถระบุชื่อได้ดังนั้นขอให้ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก
นายประยงค์ กล่าวว่า ในส่วนของป.ป.ท.รับผิดชอบตรวจสอบเฉพาะกรณีหัวคิวโดยใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช.ที่ 69รวบรวมข้อมูลหลักฐานและบันทึกหลักฐานปากคำจากเอกชนและหน่วยงานของรัฐ พบว่ามีการจ่ายเงินกันจริงระหว่างเอกชนกับเอกชน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายให้ข้อเท็จจริงว่า เป็นค่าตอบแทนทางธุรกิจ หรือค่าชักนำงานมาให้เมื่อลงลึกในวงเงินพบว่ามีการจ่ายกัน 6-7% ของวงเงินค่าจ้างโดยราคาค่าจ้างเป็นไปตามราคาท้องตลาด เบื้องต้นยังไม่พบพิรุธทั้งข้อเท็จจริงจากการสอบปากคำและพยานเอกสารรับฟังได้ว่าเป็นการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นค่าหางานมาให้
ด้านนายพิศิษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนสตง. มีการตรวจสอบ 5 ประเด็นประเด็นแรกคือเงินบริจาคที่มีข้อกังวลว่าจะรับจ่ายครบ และถูกต้องหรือไม่เรื่องกระบวนการจัดซื้อว่าเป็นไปตามระเบียบราชการหรือมีข้อพิรุธหรือไม่ เรื่องเนื้องานว่าตรงตามคุณลักษณะ เนื้อโลหะถูกต้องหรือไม่และมีหัวคิวหรือไม่ นอกนั้นอาจมีประเด็นภายหลัง เช่น เงินบัญชีกองทุนว่ามีการบริหารจัดการอย่างไร ซึ่งสตง.จะตอบทุกประเด็นด้วยข้อเท็จจริง
ประเด็นแรกเรื่องการรับเงินบริจาคเข้ากองทุนของกองทัพ มีการแยกเม็ดเงินออกจากเงินสวัสดิการซึ่งเป็นเงินส่วนเดิมชัดเจนโดยมีธนาคาร 6 แห่ง ที่เปิดบัญชีรับบริจาคโดยมีการตรวจสอบรวมไปถึงการบริจาคผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และตู้รับซึ่งทั้งหมดมีการนำเงินเข้าบัญชี และพบว่าการรับงินไม่มีปัญหา สตง.เชื่อว่าจากหลักฐานมีการลงรับเงินเข้าบัญชีถูกต้องรวมถึงมีการตรวจสอบยอดเงินสตามที่รับบริจาคผ่านทางโทรทัศน์และที่คาดไม่ถึงคือมีการเตรียมใบเสร็จรับเงินไว้รอด้วย แต่เมื่อมีประเด็นเกิดขึ้นพบว่ามีการปิดบัญชีเหลือเพียง 1 บัญชีซึ่งจากการตรวจสอบ ยอดเงินบริจาคตัดยอดเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 58 รวมประมาณ 733 ล้านบาทรวมดอกเบี้ย และปัจจุบันเหลือยอดเงินประมาณ 140ล้านบาท
ปัจจุบันเมื่อมีประเด็นข้อสังสัยสตง.ขอให้ทางกองทัพปิดบัญชีรับบริจาคทั้งหมดโดยรวบเหลือ 1 บัญชีแยกต่างหากออกจากบัญชีสวัสดิการ ทำให้ได้ข้อเท็จจริงเรื่องการรับบริจาค แม้แต่การบริจาคผ่านสถานีโทรทัศน์ สตง.ก็เข้าไปถอดเทปตรวจสอบทั้งหมด พบว่ามีการลงรับทางบัญชีครบถ้วนตัวเลขทั้งหมดที่มีการรับบริจาคผ่านบัญชีตัดยอด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 58ได้ตัวเลขประมาณ 733 ล้านบาทเศษรวมดอกเบี้ย มีการเบิกจ่ายแล้ว 458 ล้านบาท เป็นค่าองค์พระประมาณ 318 ล้านบาทมีเงินยืมที่ยังไม่เป็นค่าใช้จ่ายแต่มีการเบิกจ่ายออกไปเพื่อจัดทำเหรียญพระบุรพกษัตริย์ให้ประชาชนเช่าบูชา105 ล้านบาท ซึ่งมีหลักฐานให้ตรวจสอบเช่นเดียวกันและมีผลผลิตจัดสร้างเหรียญเพื่อจำหน่ายหารายได้จริง
จากนั้นสตง.ได้แนะนำให้นำเงินส่วนที่เหลือคืนเงินยืมเพื่อหักกลบลบหนี้และปิดบัญชีในส่วนของเงินบริจาคขณะนี้คงเหลือส่วนหนึ่ง ประมาณ 140 ล้านบาทเศษ
นายพิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ลำดับเหตุการณ์เงินที่มาใช้จ่ายไม่ได้มีเพียงเงินบริจาคกว่า 700 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังมีการจัดตั้งงบประมาณกลาง 63 ล้านบาท เพื่อทำ 5 โครงการซึ่งจัดทำไปแล้ว 4 โครงการ ส่วนอีก 1 โครงการ วงเงิน 9 ล้านบาทถูกชะลอไว้ แต่ผูกพันงบฯไว้ส่วนหนึ่งแล้ว
ทั้งนี้รัฐบาลมีนโยบายเข้ามามีส่วนร่วมกับประชาชนในโครงการดังกล่าวจึงนำงบประมาณส่วนหนึ่งมาเสริมเงินบริจาคที่ได้รับมา ขณะอนุมัติใช้งบกลางก็มีการเชิญชวนขอบริจาคเพื่อร่วมใจก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ และเงินอีกส่วนหนึ่งมาจากกองทัพบก เพื่อใช้ในการดูแลสถานที่ก่อสร้างมีงบฯตั้งไว้ปกติ เพื่อทำรั้วรอบและโรงเรือนก่อสร้าง 2 สัญญา วงเงิน 27ล้านบาท
นอกจากนั้นยังมีการรับบริจาคเป็นสิ่งของ เช่น วัสดุก่อสร้าง ในส่วนนี้กองทัพเบิกจ่ายเฉพาะค่าใช้จ่ายแรงงาน เครื่องจักร และน้ำมันรถ
ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำชองทหารที่รับผิดชอบงานก่อสร้าง
ผลการตรวจสอบพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติและอยู่ในวิสัยที่ทำได้ในส่วนของรายได้ที่มาจากผู้มีจิตศรัทธา จัดอยู่ในหมวดรายได้อื่นๆ เช่น บริจาคต้นไม้ สตง.ตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏว่ามีการซื้อต้นไม้โดยต้นไม้ได้จากการบริจาค ผู้บริจาคไม่คิดค่าต้นไม่แต่คิดค่าแรงในการขนย้ายต้นไม้และค่าน้ำมันประมาณ 4 ล้านบาท ส่วนรายได้จากการปลูกต้นไม้นั้น เป็นวิธีการหารายได้เพิ่มเติม เช่นติดราคาที่ต้นไม้ แต่ไม่ได้เขียนระบุว่าเป็นค่าปลูกทำให้คนคิดไปได้ว่าเป็นค่าต้นไม่ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฎผู้ปลูกต้นไม้ต้องเสียเงินค่าปลูก
ประเด็นที่ 2กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างว่าถูกต้องหรือไม่ สตง.ไม่ได้ดูเพียงว่าเป็นงบของกองทัพ 2 สัญญา วงเงิน 27 ล้านบาท หรือเป็นงบกลางแต่เป็นเงินราชการต้องใช้จ่ายตามระเบียบราชการซึ่งผลการตรวจสอบไม่พบความผิด จากการตรวจสัญญาแบบรูปรายการ
ตรวจสอบที่หน้างานพบว่ามีความสมบูรณ์ 95% ขึ้นไป ไม่ถึง 100% เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ลูบไปแล้วต้องไม่สะดุดเลยส่วนที่เหลือจึงเป็นประเด็นในเรื่องความประณีต จึงไม่มีข้อสังเกตถึงความผิดปกติ
ประเด็นที่ 3 เนื้อวัสดุถูกต้องหรือไม่ สตง. ได้หาทางตอบปัญหานี้ในเมื่อสงสัยว่าวัสดุคุณภาพตามสเป็คหรือไม่ในสัญญาระบุว่าโลหะที่ใช้นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีหลักฐานยืนยันการนำเข้าโลหะจริง ส่วนค่าของเนื้อวัสดุเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่สตง.ไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อสนองตอบประเด็นข้อสงสัย จึงขอขมาลาโทษแล้วตัดเนื้อโลหะส่วนหนึ่งจากองค์พระรูปส่งตรวจพิสูจน์ที่จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยซึ่งผลสอบพบว่าวัสดุมีคุณภาพตรงตามเสป็ค
ประเด็นที่ 4 หัวคิว ซึ่งหลักฐานการเงินและการให้ปากคำของ 5 โรงหล่อเรื่องหัวคิว มีโรงหล่อ5 แห่งที่มีการจ่ายค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าเป็นค่าที่ปรึกษาที่แนะนำให้ได้งาน โดยได้ข้อสรุปตรงกันทั้ง 5 โรงหล่อว่ามาจากการบริหารจัดการของโรงหล่อเองประมาณ 7 % ของสัญญาค่าจ้างที่ปรึกษา
จากนั้นสตง.พยายามตรวจสอบประวัติเซียนอุ๊ว่ามีความสามารถในการเป็นที่ปรึกษาได้หรือไม่เหตุใดจึงได้รับความเชื่อถือจากโรงหล่อให้เป็นที่ปรึกษา จนพบว่าเซียนอุ๊ มีกิจการโรงหล่อของตัวเองชื่อสยามปุระและมีผลงานก่อสร้างหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ ถือว่ามีบทบาทางสังคมโดยมีการรับเงินค่าที่ปรึกษาไป 20 ล้านบาทซึ่งถือเป็นรายได้ของเซียนอุ๊ที่ย้ำว่ามีสิทธิ์ได้รับเพราะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาต่างๆ เพราะพระรูปแต่ลงองค์ไม่ได้หล่อเสร็จพร้อมกัน
นอกจากนี้ยังมีการปรับลดราคาก่อสร้างจากองค์ละ 70 ล้านบาท เหลือเพียง 40-45 ล้านบาท อย่างไรก็ตามต่อมามีการแนะนำว่าไม่ควรรับเงินค่าที่ปรึกษาจึงเป็นที่มาของการบริจาคเงินดังกล่าวเป็นเช็ค 5 ฉบับสั่งจ่ายในนามจากบริษัท สยามปุระ ทั้งสองฝ่ายยืนยันตรงกันว่าจ่ายเพราะสมัครใจตามที่ให้คำแนะนำแต่เมื่อได้ข้อคิดว่าควรทำประโยชน์เซียนอุ๊จึงตัดสินใจนำมาคืนกองทัพออกใบเสร็จให้ ดังนั้น จึงมองว่ากรณีดังกล่าวไม่อยู่ในส่วนที่เห็นว่ามีเจตนาร้าย หรือผิดปกติ เพราะการบริจาคทำให้กองทุนรับเงินเพิ่มขึ้นอีก 20ล้านบาทเมื่อวิเคราะห์ค่าที่ปรึกษาและการบริจาคครั้งนี้อยู่ในส่วนเอกชนกับเอกชนซึ่งเกิดจากความสมัครใจ
ประเด็นที่ 5 บัญชีเงินกองทุนสวัสดิการกองทัพบกโดยระเบียบกระทรวงกลาโหมหากเป็นเงินสวัสดิการจะมีการตรวจสอบภายในสตง.ถือว่าไม่มีเหตุพิเศษจึงไม่ตรวจแต่ต่อมาก็มีการเปลี่ยนชื่อเป็นกองทุนอุทยานราชภักดิ์ มีเงินขณะนี้รวม108 ล้าน ยังไม่มีค่าใช้จ่ายหรือมีการเคลื่อนไหวเพราะมีการรอผลการตรวจสอบก่อน
ส่วนเรื่องการแก้ไขเอกสารตกแต่งบัญชี นิติกรรมอำพรางสตง.พยายามใช้เทคนิคตรวจทุกรูปแบบ ทั้งกระบวนการจัดซื้อ การทำสัญญาและรับจ่ายเงิน แต่พบว่าไม่น่าจะมีการตกแต่งบัญชี เพราะคำนวณราคากลางความเหมาะสมของราคากลางอย่างละเอียดแล้ว ข้อสรุปจะเป็นไงคงไม่ต้องมีแต่ที่นำมาชี้แจงเป็นข้อเท็จจริงก็น่าจะพอสรุปได้
“การที่มีใครให้คำแนะนำและมีการตกลงยินยอมกันก็ทำได้หลังจากนี้เรายังสามารถติดตามการลงบัญชีและการเสียภาษีขยายผลต่อได้ว่ามีการลงรับและเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ การก่อสร้างงานนี้เป็นงานศิลปกรรม ต้องแก้หน้างานต้องอาศัยผู้ชำนาญเรื่องนี้ไม่เหมือนกรณีทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอลโรงเรียนเพราะกรณีนั้นมีเจ้าหน้าที่หักเงินหัวคิวก่อนชัดเจนแต่กรณีนี้ตรวจราคากลางก็ไม่ได้แพง ค่าที่ปรึกษาเหมาะสมกับทางธุรกิจเอกชนรู้ว่าควรหรือไม่ควรจ่าย เงินที่จ่ายค่าหล่อพระรูปเป็นเงิน 318ล้านบาท ตามหลักฐานเป็นการจ่ายทีเดียว”ผู้ว่าสตง.กล่าว
ด้านนายจตุพร ซักถามว่าผู้ออกแบบคือกรมศิลปากรแต่คนจัดการกับเป็นเอกชนและเป็นที่ของคำว่าค่าที่ปรึกษาเกิดขึ้นภายหลังคำว่าหัวคิวใช่หรือไม่และการเข้าพบอดีตผบ.ทบ.เป็นการเข้าไปรายงานผลสอบก่อนที่จะมีการสรุปผลใช่หรือไม่ และตั้งประเด็นถึงการจัดสร้างเหรียญให้เช่าบูชาซึ่งอาจมีราคาจำหน่ายแพงกว่าราคาในท้องตลาดอย่างไร นอกจากนี้ เซียนอุ๊ มีตำแหน่งเป็นนายก อบต.รับค่าตอบแทนเป็นที่ปรึกษาได้อย่างไร ร ในแวดวงโรงหล่อราคากลาง 70ล้านบาท ถูกบวกมาแล้ว จึงสามารถ จ่าย 20 ล้านบาทเป็นค่าที่ปรึกษษโดยไม่รู้สึกอะไร ขณะนี้องค์พระรูปอย่างน้อย 2 องค์จะหล่นลงมาวันไหนก็ได้ 1 องค์พ่อขุนรามคำแหง กลางคืนสั่นมีเสียงดังชัดเจน และรูปหล่อ ร. 4 ลูกตุ้มถ่วงสั่นตลอดสตง.ได้เข้าไปดูรายละเอียดเรื่องการสั่นไหวหรือไม่
นายพิศิษฐ์ กล่าวชี้แจงว่าการตรวจสอบของสตง.ดูทั้งหลักฐานและข้อเท็จจริงเรื่องราคากลางสตง.มีวิศวกรประเมินราคากลาง ว่าแพงเกินจริงหรือไม่ดังนั้นหากมีหลักฐานเรื่องราคาแพงเกินจริงขอให้ส่งเอกสารมาให้ สตง.ในชั้นนี้สตง.ตรวจพบว่าราคากลางมีความสมเหตุสมผล ส่วนที่ระบุว่าองค์พระรูปมีการชำรุดต้องแก้ไข ก็ตรงกับที่โรงหล่อทั้ง 5แห่ง ให้การมาตั้งแต่ต้นว่ามีปัญหาหน้างานต้องแก้ไขตลอดจึงมีการจ่ายค่าตอบแทน โดยค่าตอบแทนโรงหล่อจ่ายจากเงินของเขามีการลงบัญชีรายจ่าย ขณะที่ผู้รับก็ลงรายได้ไว้แล้วโดยสตง.จะตรวจสอบจากการจ่ายภาษีสรรพากรด้วย
ส่วนที่นายระบุว่าการเข้าพบอดีตผบ.ทบ.เพื่อรายงานผลการตรวจสอบนั้นยืนยันว่าตนทยอยเปิดเผยความคืบหน้าในการตรวจสอบให้สังคมรับทราบมาเป็นระยะๆก่อนเข้าพบอดีตผบ.ทบ.การเข้าพบเพื่อไปสอบถามให้ได้ความจริงถึงความเข้าใจในคำว่าหัวคิวไม่ได้ไปเล่าให้ฟังว่าผลสอบเป็นอย่างไร ส่วนท่านจะไปสรุปหรือให้สัมภาษณ์เพราะความสบายใจก็เป็นเรื่องของท่าน
ทั้งนี้ในการสอบถามก็มีการบันทึกการให้ข้อมูลส่วนเรื่องการจัดสร้างเหรียญนั้นยิ่งการจำหน่ายเหรียญได้กำไรมากก็เป็นทุนให้กับโครงการนี้มากขึ้นด้วย หลังมีข่าวเรื่องอุทยานราชภักดิ์การก่อสร้างบางส่วนชะลอออกไปตัวเลขการเช่าบูชาเหรียญก็นิ่ง บัญชีบริจาคก็ไม่มีการเคลื่อนไหว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวเสริมว่า ประเด็นนี้พล.อ.อุดมเดชยืนยันมาตลอดว่าไม่ผิด และเคยต่อว่าตนด้วยซ้ำดังนั้นจึง ไม่เข้าใจว่าคำถามของนายจตุพรว่าต้องการสื่ออะไรจากข้อสรุปที่ไปสอบถามพล.อ.อุดมเดช มีการยอมรับว่าพลาดพูดออกไปเพราะไม่เข้าใจ จึงใช้คำว่าหัวคิว ตนไม่พูดกับท่านมานานมากจนการตรวจสอบจบลงจึงไปเรียนให้ทราบว่า ที่ท่านพูดว่าหัวคิว มันผิดเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีเจตนาแต่เกิดจากผู้สื่อข่าวซักถามและมีการตอบคำถามกันไปมาจึงหลุดคำว่าหัวคิวออกไป โดยไม่เข้าใจเนื้อหาและวิธีการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงนายเรืองไกรและนายวรัญชัย โชคชนะพยายามซักถามประเด็นหัวคิว โดยเปรียบเทียบกับกรณีอื่นๆทำให้พล.อ.ไพบูลย์ ถามย้อนกลับว่า ตนไม่ได้โง่ขอให้ถามตรงประเด็นอย่าใช้คำถามขยายวงไปเรื่อยๆเพราะตนตรวจสอบใน 5 ประเด็น นอกเหนือจากนี้เป็นเรื่องของหน่วยงานอื่นต้องตรวจสอบต่อ เช่น ป.ป.ช.กรมสรรพากร ส่วนโลหะจากองค์พระที่ตัดมาพิสูจน์โลหะจะส่งเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ให้เป็นประวัติศาสตร์ หากข้องใจเรื่องราคากลางขอให้ส่งหลักฐานมาให้ตรวจสอบ อย่าพูดไปเรื่อยๆ







