
ภาคกลาง-ตะวันออกแชมป์ตายอุบัติเหตุ
นักวิจัย เผย ภาคกลาง-ตะวันออก แชมป์ตายจากอุบัติเหตุสูงสุด ชี้แม้อุบัติเหตุลด แต่ความรุนแรงกลับเพิ่ม ระบุกว่า 80% ไม่รู้ความเร็วที่กฎหมายกำหนด
นักวิจัย เผย ภาคกลาง-ตะวันออก แชมป์ตายจากอุบัติเหตุสูงสุด ชี้แม้อุบัติเหตุลด แต่ความรุนแรงกลับเพิ่ม ระบุกว่า 80% ไม่รู้ความเร็วที่กฎหมายกำหนด
ผศ.ดร.กันวีร์ กนิษพงศ์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ เอไอที และ ดร. ไพโรจน์ เร้าธนชลกุล มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยงานวิจัย ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ใช้รถใช้ถนน ในภาคกลางและภาคตะวันออก ภายใน งานเสวนา “พลังเครือข่าย สู่ทศวรรษความปลอดภัยทางถนน ภาคกลางและภาคตะวันออก” ที่ โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค เพื่อสะท้อนปัญหาสถานการณ์อุบัติเหตุในปัจจุบัน โดยทำการสัมภาษณ์ประชาชนทั่วประเทศ จังหวัดละ 1,600 คน ตั้งแต่เดือนมี.ค.-ก.ค.2553
ผศ.ดร.กัณวีร์ กล่าวว่า ผลการวิจัยในภาคกลางและภาคตะวันออกภาพรวมพบว่า ตั้งแต่ปี 2548-2552 แนวโน้มการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกับกลับพบว่า ความรุนแรงของอุบัติเหตุแต่ละครั้งกลับเพิ่มขึ้น และมีอัตราการตายต่อจำนวนประชากรแสนคนสูงที่สุด แต่มีอัตราการเสียชีวิตต่อจีดีพีต่ำที่สุด ความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงนับหมื่นล้านบาทต่อปี ที่สำคัญพบว่า ผู้ขับขี่รถยนต์และจักรยานยนต์มากกว่า 80% ไม่รู้ความเร็วที่กฎหมายกำหนด ผู้ขับขี่เคยดื่มเหล้าแล้วขับขี่สูงถึง 35-40% โดยจังหวัดที่ดื่มแล้วขับมากที่สุด ได้แก่ ระยอง สระแก้ว ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ
นอกจากนี้ ประชาชนในภาคกลางและภาคตะวันออก ส่วนใหญ่ยังใช้ความเร็วสูงกว่ากฎหมายกำหนด โดยในเขตเมืองพบว่า ประชาชนเคยใช้ความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด 80 กม./ชม. ถึง 64% นอกเขตเมืองประชาชนเคยใช้ความเร็วมากกว่า 120 กม./ชม.ถึง 73% ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 90 กม./ชม.
"อีกสาเหตุหลักของการเกิดปัญหาอุบัติเหตุ คือปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องของประชาชนในหลายจังหวัด เช่น จังหวัดระยอง มีคนที่มีทัศนคติว่า แม้ดื่มสุรา ถ้าพอมีสติก็ขับขี่รถได้มากที่สุด ส่วนจังหวัดสระแก้ว มีคนที่มีทัศนคติที่ว่า ขับเร็วไม่อันตราย มากที่สุด ส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา มีคนขับและคนซ้อนไม่สวมหมวกนิรภัยมากที่สุด” ผศ.ดร.กัณวีร์ กล่าว
การศึกษาดังกล่าวจะเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อเป็นโจทย์ให้แต่ละหน่วยงานในแต่ละจังหวัดต้องขบคิดแก้ปัญหาทั้งทางภาคปฎิบัติและการให้ความรู้ การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชาชนซึ่งยังเป็นปัญหาอยู่มาก และเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนต่อไป







