
ประชารัฐ ร่วมใจ ลด ‘พีกไฟฟ้า’ หน้าร้อนนี้
โดย...ทวารัฐ
โดย...ทวารัฐ
การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ของกระทรวงพลังงาน ที่ฟันธงว่าในปี 2559 “พีก” น่าจะทะยานขึ้นสูงสุดที่ระดับ 28,300-29,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ระดับเฝ้าระวังอยู่ที่ 28,500 เมกะวัตต์ ซึ่งก็สูงมากหากเทียบกับการเกิดพีกล่าสุด ที่เกิดเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2558 เวลา 14.02 น. ณ อุณหภูมิ 36.7 องศาเซลเซียส อยู่ที่ระดับ 27,346 เมกะวัตต์
โดยอุณหภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหน้าร้อนนี้ และคาดว่าอุณหภูมิจะทะลุ 40 องศาเซลเซียสนั้น ซึ่งจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซลเซียส จะเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 230 เมกะวัตต์ จะเร่งให้พีกอาจขึ้นไปแตะที่ระดับ 29,000 เมกะวัตต์ได้ในเร็ววัน และน่าจะเป็นระดับพีกประวัติศาสตร์ของประเทศไทย หากสภาพอากาศยังคงร้อนอบอ้าว และอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้เกิดการใช้พลังงานมากเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้าจากภาคธุรกิจ อาคารสำนักงาน ออฟฟิศ และประชาชนทั่วไป
ดังนั้น ทางออกสำคัญเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในช่วงหน้าร้อนปีนี้ กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงได้เตรียมมาตรการสำคัญรองรับ เพื่อจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับภาครัฐ ผ่านการรณรงค์ขอความร่วมมือในการลดใช้พลังงานอย่างจริงจัง ซึ่งมาตรการแรกที่ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมและเริ่มดำเนินการได้ทันที ได้แก่ มาตรการ “ปิด” “ปรับ” “ปลด” “เปลี่ยน”
ทั้งนี้ สนพ.จะได้เร่งประชาสัมพันธ์มาตรการดังกล่าวให้ประชาชนทราบ คือ การขอความร่วมมือปิดสวิตซ์ไฟหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้ การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เพิ่มขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส การปลดปลั๊กในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยไม่เสียบคาไว้ เช่น กาต้มน้ำร้อน วิทยุ โทรทัศน์ พร้อมกันนั้น สนพ.จะได้เชิญชวนรณรงค์ลดการใช้พลังงานผ่านแคมเปญ “เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์” ซึ่งจะมี 2 เมนูหลักๆ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าแบบเดิม อาทิ หลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดผอม หลอดกลม ให้มาเป็นหลอดไฟฟ้าแอลอีดี ซึ่งมีการพิสูจน์แล้วว่าหลอดแอลอีดีจะช่วยประหยัดไฟฟ้าสูงกว่าหลอดชนิดเดิมมากสุดถึง 85% แถมมีอายุการใช้งานที่คุ้มค่าไม่น้อยกว่า 1.5 หมื่นชั่วโมง ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบ่อย ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทาง
ส่วนเมนูที่ 2 คือ การชวนให้ประชาชนเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศแบบเดิม (Fixed Speed) มาเป็นเครื่องปรับอากาศแบบ Variable Speed ซึ่งเป็นเครื่องปรับอากาศที่มีค่า SEER หรือ Seasonal Energy Efficiency Ratio ซึ่งเป็นค่าที่ใช้วัดประสิทธิภาพในการใช้พลังงานตามฤดูกาลของเครื่องปรับอากาศ หรืออาจจะพูดง่ายๆ คือ เครื่องปรับอากาศที่มีระบบอินเวอร์เตอร์ ที่จะช่วยเป็นสมองกลคอยรักษาอุณหภูมิให้คงที่และเร็วขึ้นได้ทันใจ ซึ่งขณะนี้มีเครื่องปรับอากาศติดฉลากเบอร์ 5 ที่ผ่านการทดสอบแบบ SEER ออกสู่ท้องตลาดในราคาที่ไม่สูงมาก และจะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้มากถึง 30%
สำหรับมาตรการ ปิด ปรับ ปลด เปลี่ยน ดังกล่าว สนพ.จะขอความร่วมมือกับประชาชนให้ช่วยดำเนินการอย่างจริงจังเป็นเวลา 1 ชั่วโมง/วัน หรือในช่วงบ่ายเวลา 14.00-15.00 น. ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค.-20 พ.ค. 2559 โดย สนพ.เชื่อมั่นว่าหากประชาชนพร้อมใจกันลดใช้พลังงานด้วยมาตรการดังกล่าว ก็จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือพีกลงได้ในช่วงหน้าร้อนปีนี้
นอกจากนี้ ในส่วนการดำเนินงานของ สนพ. เพื่อเป็นการหาทางออกแนวทางการลดใช้ไฟฟ้าในหน้าร้อน หรือลดพีก ด้วยความยั่งยืนต่อไปในอนาคตนั้น สนพ.ได้เริ่มทดลองระบบใหม่ คือ Demand Response & Building Energy Management ซึ่งขณะนี้มีโครงการนำร่องที่ สนพ.ได้ศึกษาคือ การควบคุมระบบการทำงานของเครื่องปรับอากาศ (Direct Load Control) เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีการใช้พลังงานมากที่สุดภายในครัวเรือน และอาคารธุรกิจ
การดำเนินโครงการนี้ได้ทดลองกับครัวเรือนบ้านอยู่อาศัย 100 หลัง และภาคธุรกิจภายในโรงงานอุตสาหกรรม 2 แห่ง โดยการใช้ระบบควบคุมทางไกลอัตโนมัติควบคุมการปิด-เปิดเครื่องคอมเพรสเซอร์ของเครื่องปรับอากาศเป็นระยะเวลาสั้นๆ เช่น การเปลี่ยนโหมดของเครื่องปรับอากาศเป็น “Fan Mode” การปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้นทีละ 1 องศาเซลเซียส ซึ่งจะไม่ส่งกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันภายในบ้านเรือน การทำงานและกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจากผลการทดสอบพบว่า ในภาคครัวเรือนสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้สูงถึง 60% ในขณะที่ภาคธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมลดกำลังการใช้ไฟฟ้าได้ 37.5%
ทั้งนี้ หากนำผลการทดสอบจากโครงการนำร่องนี้ ขยายผลไปยังการใช้เครื่องปรับอากาศทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีจำนวนเครื่องปรับอากาศทั่วประเทศอยู่ที่ 9.3 ล้านเครื่อง (อ้างอิงจากสถิติอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม) โดยแบ่งเป็นจำนวนเครื่องปรับอากาศภายในครัวเรือน 42% หรือประมาณ 3.9 ล้านเครื่อง ซึ่งหากติดตั้งระบบดังกล่าวได้ คาดว่าจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้สูงถึง 1,300 เมกะวัตต์
รวมทั้งในส่วนของจำนวนเครื่องปรับอากาศในภาคธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมี 58% หรือประมาณ 5.4 ล้านเครื่อง โดยหากติดตั้งระบบดังกล่าวได้เช่นกัน ก็คาดว่าจะสามารถช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้สูงถึง 1,800 เมกะวัตต์
หน้าร้อนปีนี้ ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนในครัวเรือน หรือภาคธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม หากท่านต้องการข้อมูลข่าวสาร และแนวทางความร่วมมือต่างๆ เพิ่มเติม ขณะนี้ สนพ.ได้มีช่องทางใหม่ผ่านแอพพลิเคชั่นที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถใช้ได้ทั้งในระบบ Android iOS และ Windows Phone เพียงแค่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “เปลี่ยนใหม่ ประหยัดชัวร์” ซึ่งจะมีรายละเอียด มาตรการต่างๆ อย่างครบถ้วน
เท่านี้ ท่านก็สามารถมีส่วนร่วมสำคัญ เพื่อช่วยชาติลดการใช้ไฟฟ้าในหน้าร้อนนี้ไปด้วยกัน







