
อย่าร่างรธน.ประชาธิปไตยแค่หน้าปก ต้องฟังเสียงประชาชนแท้จริง
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
สถาบันพระปกเกล้า จัดประชุมวิชาการ เวทีสาธารณะ ปปร.19 “ประชาธิปไตย ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ณ ห้องจูปิเตอร์ ชั้น 3 โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนมุมมองทางวิชาการ ต่อการจัดทำและปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญผ่านแนวคิด ข้อสังเกต และมีการส่วนร่วมในการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อก่อเกิดการมีส่วนร่วมภาควิชาการ ภาคการเมือง และภาคสังคม
ก่อนการเสวนาตัวแทนนักศึกษา หลักสูตรเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.19) ได้สรุปผลการศึกษาเพื่อเป็นข้อเสนอต่อการร่างรัฐธรรมนูญว่า ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญเป็นอนุสาวรีย์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ แต่คนยืนดูรอบรัฐธรรมนูญได้ดูแลหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับ FACEOFF คือเป็นประชาธิปไตยแค่หน้าปก
ทั้งนี้ ต้องให้ความสำคัญกับกระดุมเม็ดแรก หากผิดที่เหลือก็ผิดตาม ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดจิตสำนึกพลเมือง ไม่เข้าใจว่าพลเมืองมีหน้าที่ทำอะไรในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาสะสมในทางการเมืองแบ่งเป็น 10 กลุ่ม มี 7 ประเด็นหลัก โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพถือเป็นเรื่องนามธรรมที่ยังถกเถียงกันมาก และยังมีความเข้าใจไม่ตรงกัน จนเกิดปรากฏการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน และก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญกำหนดให้เยาวชนอายุ 18 ปีมีสิทธิเลือกตั้ง แต่ถามว่าเป็นหน้าที่ของใครในการให้ความรู้ จากการศึกษาพบว่าเป็นหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการ ครอบครัว และภาคเอกชน ในการให้ความรู้ต่อการเลือกตั้งครั้งแรก
ขณะที่สื่อมวลชนถือว่ามีส่วนสำคัญต่อวิกฤตบ้านเมือง ทว่า บทบาทของสื่อมุ่งเน้นการตลาดมากกว่าจุดยืนสาธารณะ ในการนำเสนอข่าวสารเพื่อประโยชน์ต่อสังคมแท้จริง พลเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองยังไม่มีการให้ความรู้ความเข้าใจแท้จริง ดังนั้น ควรให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น
นอกจากนี้ ระบบราชการมีขนาดใหญ่โต แต่แก้ปัญหาไม่ได้กลับต้องตั้งขึ้นมาใหม่ การแก้ปัญหาระบบราชการทำอย่างไร และการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับนี้คิดว่ายังน้อยเกินไป ซึ่งเอกลักษณ์การเมืองไทยมักจะมีปัญหาโครงสร้าง
อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญที่มีอายุยืนยาวมากเป็นในลักษณะผสม คือ ราชการมีอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ขณะที่รัฐธรรมนูญไทยเป็นประชาธิปไตยแท้จริงร่างโดยผู้นำทางการเมือง มีอายุสั้นมาก ดังนั้น รัฐธรรมนูญไทยจะเป็นเช่นไร เหมาะสมอย่างไร
“วงจรสะอาดจะกลับมา ต้องทำรัฐธรรมนูญโดยมีประชาชนร่วมร่าง และสร้างสมดุลด้วยการเลือกตั้ง โดยมีพลเมืองกำกับ ผู้แทนเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ต้องรับฟังประชาชน ไม่ร้อยเล่ห์ ไม่เป็นพลเมืองแม่ยกอย่างที่ผ่านมา และก็จะไม่เกิดการยึดอำนาจตามมา”
ด้าน มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทำไมปฏิรูปต้องเริ่มจากรัฐธรรมนูญ” ว่า คำว่าประชาธิปไตยที่มาจากประชาชนเป็นส่วนสำคัญของชาติ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญพูดถึงยุทธศาสตร์ โดยเป็นหน้าที่ของรัฐแต่ไม่ได้บอกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญได้ตั้งปัญหาประเทศโดยสรุปได้ 3-4 ประการ 1.ความไม่เป็นธรรมในสังคม เกิดจากการปล่อยปละละเลยของรัฐบาล 2.เจ้าหน้าที่รัฐยังยึดติดคำว่าปกครอง มีอำนาจไปกำกับดูแลราษฎร 3.การทุจริตนับวันจะยิ่งมากขึ้นและกระจายออกไปรวมถึงท้องถิ่น และเริ่มไม่เข้าใจตรงกันว่าอะไรคือทุจริต
และ 4.คนขาดวินัย การทำให้เป็นพลเมือง กรธ.คิดแล้วว่าทำได้ยาก ทำได้เพียงบางส่วนสำหรับผู้มีจิตสำนึก ความหวังเดียวอยู่ที่การศึกษา แต่ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่สอนให้คนเข้ามหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันต้องสอนให้ได้ 4 คุณลักษณะ คนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ และสามารถเรียนได้ตามความถนัด
นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ใช่ไปแค่ลงคะแนน แต่ต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง จึงสร้างกลไกเลือกตั้งขึ้นมาใหม่ ด้วยการใช้บัตรใบเดียวและคำนวณหา สส.ตามแต่ละพรรคพึงมี
จากนั้นได้เปิดให้ผู้เข้าร่วมเสวนาซักถาม โดยเฉพาะการร่างรัฐธรรมนูญมีความกดดันหรือถูกข่มขู่หรือไม่ มีชัย ยืนยันว่าขณะนี้ไม่ได้ถูกข่มขู่ เหมือนกับตอนต้นที่ กรธ.ถูกข่มขู่จริง ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. เปรียบเหมือนกับการสร้างบ้านหลังใหม่จากหลังเก่า ที่ถูกรื้อหลังคา ฝาบ้าน หรือถูกขโมยเฟอร์นิเจอร์ไปขาย
“กรธ.เปรียบเหมือนกับคนที่ได้รับมอบหมายให้สร้างบ้าน โดยใช้ประสบการณ์ออกแบบบ้านหลังใหม่ แล้วติดแอร์แทนติดตั้งพัดลม ติดมุ้งลวดแทนใช้กางมุ้ง ติดฮีตเตอร์แทนใช้ผ้าห่ม แต่คนที่เคยอยู่บ้านหลังเก่ารวมถึงนักวิจารณ์ ได้ติติงกันและต้องการให้ใช้รูปแบบเดิม เพราะกังวลว่าจะนอนไม่หลับ แต่ไม่มีใครระบุถึงโครงสร้างบ้านเลย ยอมรับว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ข่มขู่ว่าหากไม่แก้ไข แม้แค่ถ้อยคำจะไม่เอา ซึ่งเหมือนกับหากไม่คืนพัดลม ผ้าห่มให้เหมือนเดิมจะทุบบ้านที่สร้างเสร็จแล้วทิ้ง”
ส่วนข้อเสนอของผู้ที่ให้สร้างบ้านนั้นมองว่าบ้านที่สร้างเสร็จแล้วนั้นรับได้ไม่ติดใจ แต่ก่อนจะเปิดบ้านให้คนเข้าไปอยู่อาศัย ซึ่งไม่ไว้ใจว่าจะไม่มีผู้ใดที่ขโมยของไปขาย หรือคนที่เข้าไปอยู่แล้วจะทุกข์เหมือนที่ผ่านมา จึงขอให้พิจารณาว่าตอนแรกขอให้มีคนเข้าไปดูแลและปกป้องบ้านช่วงเวลาหนึ่ง
“หากท่าน กรธ.เดินอมยิ้มอย่าแปลกใจ เพราะถูกข่มขู่จริงตอนต้น สารพัด แทบเอาตัวไม่รอด แต่สุดท้ายไม่ได้ถูกข่มขู่ ก็มีคนบอกว่าร่างกฎหมายให้ทหารอยู่เรื่อย ส่วนตัวไปเรียนหนังสือด้วยทุนรัฐบาล ร่างกฎหมายหากจะร่างก็ร่างทุกรัฐบาลตั้งแต่ต้น นี่คงจะร่างต่อไปจนกว่าจะตาย เพราะกฤษฎีกามีหน้าที่ร่างกฎหมาย ในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.เป็นฉบับแรกที่เปลี่ยนคำ ให้มีหน้าที่ก่อนการมีอำนาจ เพื่อสะกิดให้รู้ว่าอำนาจที่ให้ไป เพื่อให้ใช้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ใช่ให้ปฏิบัติตัวไปตลอด”
นอกจากนี้ ยังได้มีการซักถามถึงการออกมาปฏิวัติของทหารและการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีชัยมองว่า ทหารไม่ควรออกมาตั้งแต่ต้น แต่เป็นเพราะวิกฤตที่เรียกร้องให้ทหารเข้ามา ซึ่ง คสช. เคยปรารภว่าการแก้ไขวิกฤตการเมืองไม่ควรจะออกมา เพราะเป็นภัยกับ คสช.เอง
อย่างไรก็ตาม กลไกของการแก้วิกฤต กรธ.เขียนเนื้อหาได้เพียงเมื่อรัฐบาลจะทำนโยบายที่จะสร้างความเสียหาย ให้องค์กรอิสระทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนรัฐบาล และหวังว่าจะเป็นกลไกที่ทำให้การเมืองเดินหน้าได้ ขณะที่การปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ ได้ปรับเนื้อหาไปกว่า 70-80 มาตราแล้ว ตามข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆ ที่เห็นความผิดพลาด







