posttoday
ไทย-ญี่ปุ่นลงเรือลำเดียวกัน ย้ำต้องปรับแผนโตพร้อมอาเซียน

ไทย-ญี่ปุ่นลงเรือลำเดียวกัน ย้ำต้องปรับแผนโตพร้อมอาเซียน

22 มีนาคม 2559

ชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา “โพสต์ฟอรั่ม 2016”

โดย...ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวในงานสัมมนา “โพสต์ฟอรั่ม 2016” ในหัวข้อ “ทิศทางการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทยและอาเซียน” ว่า จากภาวะน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2554 ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ทำให้ญี่ปุ่นตระหนักดีว่า ความท้าทายของไทยก็คือความท้าทายของญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่มาลงทุนที่นี่ เช่น ฮอนด้าและโตโยต้า ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยกระทบถึงห่วงโซ่การผลิตทั้งโลกไปด้วย

“ตรงจุดนี้เองที่ทำให้เราตระหนักได้ว่า ทั้งไทยและญี่ปุ่นต่างก็ลงเรือลำเดียวกัน ความท้าทายที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ ก็คือความท้าทายของญี่ปุ่นด้วย”

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นสังเกตเห็นได้ว่าประเทศไทยกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนของการวางยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่อยากจะเน้นย้ำเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นปัญหาร่วมที่ทั้งไทยและญี่ปุ่นต่างก็เผชิญเช่นเดียวกัน ซึ่งก็คือ “ภาวะสังคมผู้สูงอายุ”

เมื่อพิจารณาจากอัตราการว่างงานของประเทศไทยแล้ว จะเห็นได้ว่าอยู่ในระดับต่ำมากเพียงไม่ถึง 1% ซึ่งโดยปกติแล้วการมีอัตราว่างงานในระดับ 1% ก็นับว่าต่ำมากพอจนเรียกได้ว่าไม่มีการว่างงานแล้ว แต่สำหรับประเทศไทยตัวเลขดังกล่าวกลับสะท้อนได้ถึงความท้าทายอย่างรุนแรงของภาวะผู้สูงอายุ ท่ามกลางอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลง (ภาวะของไทยเร่งตัวเร็วยิ่งกว่าของญี่ปุ่น)

ดังนั้น ภายใต้โครงสร้างภูมิศาสตร์ประชากรเช่นนี้ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงอย่างรุนแรงในด้านซัพพลายไซด์  

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นให้การสนับสนุนรัฐบาลไทยในความพยายามแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งการจะก้าวออกจากภาวะ “กับดักรายได้ปานกลาง” เช่นนี้มีหลายวิธีด้วยกัน ทว่าหลักๆ แล้วมี 2 ทางหลักก็คือ 1.การเพิ่มผลผลิต (Productivity) ผ่านการส่งเสริมด้านนวัตกรรม และ 2.การวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศใหม่ให้เติบโตไปพร้อมกันกับภูมิภาค

“ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนกรอบความคิดเดิม จากแผนการพัฒนาประเทศไทยเพียงเดี่ยวๆ ไปสู่กลยุทธ์การเติบโตไปพร้อมกันกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน เช่น กัมพูชา ลาว และเมียนมา ภายใต้ผลประโยชน์ร่วมกัน” เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น กล่าว

อาเซียนยังโชคดีที่ภูมิศาสตร์ประชากรในภูมิภาคนี้เอื้อต่อแนวทางการเติบโตดังกล่าว โดยยังมีโอกาสสูงที่ประชากรในเจเนอเรชั่นใหม่จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านสามารถทำได้ดีพอ ก็จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมไปด้วยกัน

ขณะเดียวกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ภายใต้ความร่วมมือกับหลายหน่วยงานของประเทศไทย ก็สามารถสะท้อนได้ผ่านนโยบาย 5 ข้อเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทยที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ประกอบไปด้วย

ไทย-ญี่ปุ่นลงเรือลำเดียวกัน ย้ำต้องปรับแผนโตพร้อมอาเซียน

 

1.อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง

การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูงจำเป็นต่อการขยายตัวก้าวกระโดด ญี่ปุ่นสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมาย ด้วยการเข้ามาลงทุนด้านเทคโนโลยีก้าวหน้า เช่น การเดินรถไฟ โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินประสิทธิภาพสูง การถลุงเหล็กเตาสูง เทคโนโลยีสารสนเทศ และโครงสร้างพื้นฐานการสำรวจอวกาศ รวมถึงการส่งเสริมเทคโนโลยีและ
เครื่องมือทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า

2.อาร์แอนด์ดีและทรัพยากรมนุษย์

หลายบริษัทด้านการผลิตรถยนต์เข้ามาเปิดศูนย์อาร์แอนด์ดีหลายแห่ง ขณะที่มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นหลายแห่งเปิดศูนย์ในไทยเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษา ญี่ปุ่นยังสามารถสนับสนุนการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะฝีมือแก่สายอาชีวศึกษา เพื่อให้เป็นกระดูกสันหลังด้านทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการสนับสนุนสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น

3.โครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูง

จากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นในไทย จึงทำให้ยุทธศาสตร์ “ไทยแลนด์+1” หรือการที่เอกชนญี่ปุ่นคงการผลิตมูลค่าเพิ่มสูงที่ไทย และหันไปใช้แรงงานเข้มข้นในประเทศเพื่อนบ้านนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ไทยต้องมีโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพสูง หากต้องการเป็นศูนย์กลางเออีซีและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อให้ได้รับการยอมรับเป็นภูมิภาคที่มีความชำนาญด้านการผลิต

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของญี่ปุ่นเชื่อมั่นได้ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยหวังว่าไทยจะใช้เทคโนโลยีนี้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยีญี่ปุ่นจะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

4.การยกระดับบรรยากาศธุรกิจ

เพื่อรักษาสถานะของไทยที่ดึงดูดการลงทุน จึงจำเป็นต้องพัฒนาบรรยากาศทางธุรกิจ โดยเฉพาะความโปร่งใสในพิธีการศุลกากร และการผ่อนปรนข้อบังคับเอฟดีไอ ญี่ปุ่นยังต้องการตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของบริษัทญี่ปุ่นในไทย ซึ่งต้องพิจารณากรอบการทำงานระดับสถาบัน ซึ่งทางสถานทูตจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม

5.พัฒนาการให้บริการด้านกงสุลในเขตอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด

ญี่ปุ่นเตรียมเปิดสำนักงานกงสุล ที่ จ.ชลบุรี พื้นที่ที่ธุรกิจญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่องในเขตอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด พร้อมพัฒนาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพื่อสนับสนุนบริษัทญี่ปุ่นผ่านการยกระดับการบริการกงสุล

เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น กล่าวว่า การสนับสนุนด้านนวัตกรรมและการเพิ่มผลผลิตอย่างจริงจัง ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยต่อการก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ

ที่ผ่านมาทางญี่ปุ่นมีการจัดเวิร์กช็อป ด้านนวัตกรรมหลายครั้ง โดยเฉพาะความร่วมมือในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ไทยมีความโดดเด่นมากกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้านในด้านอุตสาหกรรมส่งเสริม ทั้งในเทียร์ 2 และเทียร์ 3 ซึ่งทำให้บริษัทรถยนต์รายใหญ่สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างราบรื่นในไทย ซึ่งถือเป็นเบอร์ 1 ของภูมิภาค ในขณะที่บางประเทศ เช่น เวียดนาม ยังไม่สามารถตามทันได้ในเรื่องนี้

ทั้งนี้ ทางญี่ปุ่นมีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวหลายเรื่องไปยังรัฐบาลไทย ซึ่งคาดว่าจะได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยในอุตสาหกรรมการผลิต เช่น ยานยนต์นั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาอีกหลายด้านควบคู่กันไป เช่น นวัตกรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

ในปี 2558 ที่ผ่านมา ตัวเลขการลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นในไทย อาจถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทว่า เฉพาะในช่วงปลายปีไตรมาส 4 การลงทุนของญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นมาก สะท้อนว่านักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดี

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นยังได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศไทย และเพื่อนบ้านอาเซียนระหว่างการตอบคำถามในฟอรั่มเดียวกันว่า เคล็ดลับการพัฒนาเมืองของประเทศญี่ปุ่นให้สำเร็จได้นั้น มาจากการวางนโยบายการลงทุนสาธารณะ และการพัฒนาระบบขนส่งในประเทศ โดยที่ภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นผู้ออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ควบคุมและกำกับดูแล โดยเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ลงทุนเป็นหลัก

ขณะเดียวกันรัฐบาลยังเปิดโอกาสให้เอกชนได้ร่วมออกความคิดเห็นในการออกระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้เอกชนได้มีส่วนร่วมมากที่สุด รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ต่างๆ ว่าพื้นที่ใดควรพัฒนาระบบขนส่งแบบใด หรือควรมีการลงทุนอะไรบ้าง โดยการเปิดให้เอกชนได้มีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ เป็นสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ทำมานานแล้วก่อนยุคสงคราม ซึ่งเรื่องนี้สามารถนำปรับมาใช้กับนโยบายของประเทศไทยได้

ขณะเดียวกันยังได้ให้มุมมองเรื่อง “การศึกษาระบบอาชีวะ” ที่เปรียบเสมือนเป็นการศึกษาที่ 2 ในไทยว่า ควรจะมีการสร้างเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนมากขึ้น โดยปรับระบบการสอนให้เป็นที่รู้จัก และเชิญองค์กรเอกชนมาร่วมให้ใบรับรอง ควรให้ใบรับรองและใบประกาศในวิชาชีพดังกล่าวด้วย โดยประเทศไทยยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการให้ใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพอย่างเต็มที่

สำหรับประเด็นเรื่อง “เสถียรภาพทางการเมืองต่อผลกระทบการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย” นั้น ซะโดะชิมะ ยืนยันว่า แน่นอนว่านักลงทุนญี่ปุ่นอยากได้เสถียรภาพทางการเมือง และอยากเห็นสังคมมีเสถียรภาพมากที่สุด ญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าประเทศไทยมีความชาญฉลาดในการก้าวข้ามความไม่มั่นคงทางการเมืองมาหลายครั้ง และเชื่อในภูมิปัญญาของคนไทยว่า สามารถแก้ปัญหาในความท้าทายได้ทั้งหมด ซึ่งญี่ปุ่นสนับสนุนคนไทยและประเทศไทย

“สำหรับความไม่มั่นคงทางการเมือง เป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนกังวลอยู่แล้ว แต่ว่านักลงทุนญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยมานาน จึงไม่ค่อยกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้น มีความเข้าใจ ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น และเข้าใจมาตลอด”เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น กล่าว

ขณะที่การแข่งขันอย่างร้อนแรงในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่า “การที่ประเทศไทยไม่เข้าร่วมทีพีพีอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นได้” นั้น ซะโดะชิมะ กล่าวว่า ในขณะนี้มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องทีพีพี โดยทั่วไปแล้วผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในไทย คงอยากให้ประเทศไทยมีการเข้าร่วมเพื่อเพิ่มการค้าขายของประเทศสมาชิกในทีพีพี โดยขณะนี้ประเทศเวียดนามและมาเลเซียได้เข้าร่วมทีพีพีทั้งหมดแล้ว จึงเชื่อว่าในอนาคตประเทศไทยคงเข้าร่วมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีหากไทยไม่เข้าร่วมความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าว จะมีผลให้ความน่าสนใจของไทยในสายตานักลงทุนญี่ปุ่นลดลงหรือไม่นั้น ซะโดะชิมะ ยืนยันว่า ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมาก ในการมีอุตสาหกรรมสนับสนุนอุตสาหกรรมหลักต่างๆ ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงคืนเดียว ทุกอย่างผ่านการสะสมมา

ประเทศไทยมีความอดทน สร้างอุตสาหกรรมสนับสนุนทั้งเทียร์ 2 และเทียร์ 3 ซึ่งทำให้ไทยมีความโดดเด่นและแตกต่างจากประเทศอื่นในภูมิภาค ดังนั้น ไทยจึงจะยังคงเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมต่อ เพราะอยู่กับญี่ปุ่นมานาน และญี่ปุ่นก็จะรักษาความสัมพันธ์นี้ต่อไป

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง