
เปิดใจ ‘มีชัย’ ก่อนศึกใหญ่ ขอให้ไว้ใจแม้ไม่หักคสช.
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ถนนทุกสายพุ่งตรงมาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ถนนทุกสายพุ่งตรงมาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 21 มี.ค. กรธ.เตรียมตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรกับข้อเสนอปรับปรุงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีจำนวน 3 ข้อ ได้แก่ 1.การให้มี สว.จากการสรรหาจำนวน 250 คน 2.ระบบเลือกตั้ง สส.ด้วยบัตรเลือกตั้งสองใบ และ 3.การงดเว้นการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีจำนวน 3 คนของพรรคการเมือง
ข้อเสนอทั้งสามข้อที่ออกมา ส่งผลให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามากที่สุด เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาย่อมมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์มีชัยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการแจกแจงถึงความเป็นอิสระในการทำงานของ กรธ. แม้ คสช.จะเป็นผู้แต่งตั้งว่า “ตอนที่ผมรับตำแหน่ง ผมก็ถามเลยว่ามีแมนเดท (Mandate : มอบอำนาจ) อะไรบ้าง ก็ทำมาเป็นสี่ห้าข้อที่ทำให้สื่อมวลชนดูในตอนนั้น และเป็นที่เข้าใจว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องมีความเป็นอิสระในการเขียน”
“ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ารัฐบาลหรือ คสช.ไม่ได้เข้ามายุ่งเลย เขาก็ปล่อยเต็มที่ แต่เมื่อทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ เราก็จะส่งให้ดูเหมือนกับที่ส่งให้คนอื่นดู ท่านก็ปล่อยเต็มที่แล้วแต่ว่าเราจะคิดอย่างไร”
ส่วนมุมมองที่มีต่อข้อเสนอของ คสช.นั้น ประธาน กรธ. เปิดเผยว่า “ถ้ามองในภาพรวมนะครับ ตั้งแต่ตอนที่เราเปิดร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมามันเกิดสิ่งที่เราไม่คาดหมายขึ้นมาเยอะเลย เพราะว่าเรานึกว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นในทางกฎหมายมันครอบคลุมและคุ้มครองหมดแล้ว แต่เราพบว่าคนทั่วไปมีอะไรหลายอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจและทำให้เกิดความไม่อุ่นใจ ไม่วางใจ ไม่อะไรต่างๆ เราก็ต้องไปแก้ไข ดังนั้น พอ คสช.มีหนังสือมา เราก็ไม่ประหลาดใจอะไร เพราะมันโดนมาตั้งแต่ต้นแล้ว”
“คนก็ชอบถามว่าต้องทำให้เขาไหม คำตอบมันก็อย่างเดียวกันที่ชาวบ้านเข้ามา หรืออย่างที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเข้ามาพบก่อนหน้านี้ที่เห็นว่าตรงนี้อ่านแล้วมันไม่อุ่นใจ จะแก้ไขได้ไหม ผมก็ดูแล้ว เออ ก็ได้ คำไหนล่ะจะทำให้อุ่นใจ โอเค เอามา ถ้าสภาการหนังสือพิมพ์ฯ เป็นผู้บัญชาการทหารบกแล้วมาพูดอย่างนี้ พวกคุณจะว่าอย่างไร ถึงเวลามาบอกว่าผมถูกข่มขู่ใช่หรือไม่ แต่ผมเองไม่ได้รู้สึกว่าถูกข่มขู่ ผมก็คุยกับเขาเท่านั้น”
โจทย์ที่ คสช.ให้มาถือว่าช้าเกินไปสำหรับการทำงานของ กรธ. และถ้า คสช.ให้มาก่อนหน้านี้จะดีกว่าหรือไม่? ประธาน กรธ. ตอบว่า “มันก็เหมือนกัน ก็ยังอยู่ในวิสัยที่ยังทำได้ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องทำงานหนักขึ้นหน่อยเท่านั้น ช่วงเวลามันเลยกระชั้นนิดนึง คือแทนที่เราจะได้เปิดฟังคนทั่วไป หรือไปทำโพลอะไรต่ออะไร มันก็ทำไม่ได้ ก็ได้แต่เว้นช่วงไว้ 3-4 วัน แล้วไปคิดและไปสดับตรับฟังคนเขาว่าอย่างไรกันบ้าง
ข้อเสนอของ คสช.ถูกวิจารณ์ค่อนข้างมาก ตรงนี้จะพิจารณาอย่างไร? ประธาน กรธ. ตอบว่า “คนไประแวง ทำไมไม่คิดว่าเขาก็เป็นสเตคโฮลเดอร์ (Stakeholder : ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) คนหนึ่งเหมือนกับคนทั้งประเทศ เพียงแต่เขาเป็นสเตคโฮลเดอร์ที่ใหญ่กว่าเพราะว่าเขารับผิดชอบประเทศ ถ้าเราทำความเข้าใจให้ได้อย่างนี้ มันก็ไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจหรือน่าประหลาดใจ เพราะว่าเขาก็เสนอมา เราก็พิจารณา ใครเสนอมาเราก็พิจารณา เพียงแต่ 3 ข้อที่เขาเสนอมามันเจาะจงกว่า ถามว่าเขาทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาไหม ก็ตอบว่าใช่ แล้วคนอื่นล่ะ ก็ใช่ ทุกคนทำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งนั้นเลย”
แต่ข้อเสนอของ คสช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักกว่าข้อเสนอของคณะอื่น? อาจารย์มีชัย อธิบายว่า “ใช่ เพราะว่าเขาเป็นที่เปิดเผย เวลาคุณมาเสนอมาให้แก้ไขอะไร ผมก็ไม่ได้เปิดให้ใครฟัง หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. มายื่นข้อเสนอ ผมก็ไม่ได้เปิดเผย สาเหตุที่เปิดเผยข้อเสนอของ คสช.และ ครม. เพราะว่ามันเป็นที่กังขาของคน แล้วก็ถ้าไม่เปิดเผยคนจะคิดอะไรไปต่างๆ นานา เลยคิดว่าเปิดให้ดูเลยว่าเขาเสนออย่างนี้”
คนอื่นที่เสนอเข้ามาไม่มีอำนาจ แต่ คสช.มีอำนาจ ทำให้ดูเหมือนสามารถสั่ง กรธ.ได้? อาจารย์มีชัยมีรอยยิ้มและตอบออกมาว่า “ถ้าเขาคิดว่าเขามีอำนาจจริง เขาไม่เขียนหนังสืออย่างนี้หรอก เขาก็คงเขียนมาว่า จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ แต่ว่าจริงๆ เขียนมาว่า จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา เขาก็รู้ว่าเขาก็ไม่ได้สั่ง ไม่ได้อะไร”
“ร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.วางหลักการขึ้นมา ก็เท่าที่สติปัญญาของคน 21 คน จะคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ เราก็มองในแง่มุมของคน 21 คน แต่ คสช.อาจจะมองในอีกแง่มุมหนึ่งในแง่ของความมั่นคงและความสืบเนื่องอะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องพิจารณา คือใครเสนออะไรมาเราก็ต้องพิจารณาอยู่แล้ว”
อาจารย์มีชัย ยอมรับว่า “เราอาจจะไม่ถนัดในเรื่องความมั่นคง เราอาจไม่รู้ตื้นลึกหนาบางมากพอ ก็เป็นธรรมดา เพราะพวกเราส่วนใหญ่เป็นพลเรือน มีทหารอยู่ 3 คน เป็นทหารกึ่งพลเรือนด้วย เพราะมาจากกรมพระธรรมนูญ ไม่ได้มาจากทหารรบ ก็อาจจะมองไม่เท่ากัน”
“ทีนี้ผมอยากให้ทุกคนทำใจอย่างนี้นะครับว่าทำไมคนทั้งประเทศถึงมีสิทธิมาบอก กรธ.ว่าให้แก้อย่างโน้น ให้เขียนอย่างนี้ แล้วทุกคนก็บอกว่าต้องฟังนะ แล้วทำไมพอ คสช.เขาเขียนมาบอกแล้วจะไปกังวลทำไม”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า คสช.จะมีอำนาจทางกฎหมาย แต่ในทัศนะของอาจารย์มีชัยกลับมองว่าประชาชนต่างหากที่เป็นอำนาจที่แท้จริง ในฐานะผู้ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
“อำนาจจริงมันอยู่ที่ประชาชน เพราะประชาชนจะเป็นคนลงคะแนนประชามติ เวลาที่เราแก้อะไรให้กับชาวบ้านที่เสนอมา เราก็นึกถึงว่า เออ เวลาไปลงประชามติเขาจะได้ลงได้สนิทใจ เราก็นึกถึงอย่างนั้นอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นผมว่าอย่าไปกังวลอะไรมันมากเลยครับ ก็รอดูไปก่อน เวลาที่ กรธ.พิจารณาเสร็จแล้วก็คงจะออกมาบอกว่าแก้เรื่องนี้เพราะอย่างนี้และบอกเหตุผลให้ฟัง”
“ขอให้มั่นใจว่า กรธ.จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลตามสภาพความจำเป็นของบ้านเมือง คือ กรธ.ก็ตระหนักอยู่ในใจว่าเป็นคนไทยคนหนึ่งที่เราจะไม่ยอมให้บ้านเมืองกลับไปสู่จุดเดิม มีทางใดที่เราจะทำได้ เราก็ทำ เพราะฉะนั้นวางใจได้ว่าเราจะคิดด้วยเหตุด้วยผลบนผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก”
แสดงว่าการที่ คสช.ตั้ง กรธ.มาจะไม่มีผลต่อการพิจารณาของ กรธ.? ประธาน กรธ. ระบุว่า “จะบอกว่าจะไม่ทำตาม คสช.เลยก็ไม่ได้ เพราะมันก็เหมือนกับที่เราทำตามที่ประชาชนเสนอมา ถ้ามันมีเหตุมีผล แต่ไม่ได้ทำเพราะเขาบังคับ เราก็ต้องคิดด้วยเหตุด้วยผลของเรา”
ถึงจะเผชิญกับแรงกดดันในการพิจารณา แต่อาจารย์มีชัยยอมรับว่าอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ โดยเชื่อว่าบรรยากาศทางการเมืองจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนพอสมควร
“เราก็ต้องทำให้มันไปถึงจุดนั้น แต่จะมาตอบมั่นใจว่าจะผ่านประชามติหรือไม่มั่นใจ เดี๋ยวคุณก็ไปพาดหัวว่ามีชัยโว และแม้ว่าคนจะไม่อ่านร่างรัฐธรรมนูญหรืออารมณ์ของประชาชนหรือบรรยากาศทางการเมืองมีผลบ้าง แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราไปชี้แจงให้เขาเข้าใจและเห็นคุณประโยชน์มากน้อยแค่ไหน”
สุดท้าย ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานที่มาจากข้อเสนอของ คสช. อาจารย์มีชัยยืนยันว่าไม่ได้รู้สึกเครียดเมื่อเทียบกับการพิจารณาเนื้อหาที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศที่มีข้อเสนอเข้ามายัง กรธ.จำนวนมาก และคิดว่าหลังจากนี้จะไม่รับทำหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญอีกแล้ว
“ควรให้คนรุ่นใหม่มานั่งทำกันบ้าง และจริงๆ ผมก็ทิ้งไปนานแล้วนะทวน” คำพูดส่งท้ายของอาจารย์มีชัย







