
เราจะพุ่งไปข้างหน้า อย่างยั่งยืน?
ไม่มีใครปฏิเสธว่าการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ เพียงแต่ดูเหมือนรัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ บรรณาธิการการเมือง
ไม่มีใครปฏิเสธว่าการลงทุนเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศ เพียงแต่ดูเหมือนรัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จะเน้นนโยบายพลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยการยกเว้นและละเลยข้อพึงปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน
แม้กระแสโลกาภิวัตน์สามารถช่วยพัฒนาประเทศของเราให้มีความก้าวหน้าในหลายด้าน แต่ท่ามกลางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย มีความไม่สมดุลระหว่างพื้นที่ชนบทและเขตเมืองอย่างมาก
ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในภาคการผลิตสินค้าเกษตรกลับได้รับการส่งเสริมและมีมาตรการช่วยเหลือจากรัฐในระดับที่แตกต่างจากภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาในทิศทางนี้ได้สร้างความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม ไม่ว่าเรื่องรายได้ ความเป็นอยู่ การเข้าถึงทรัพยากร ฯลฯ จึงเกิดความคับข้องใจ และมีความขัดแย้งขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ
แนวโน้มการพัฒนาที่ขาดความสมดุลระหว่างด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้ขยายความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนและคนรวยถ่างออกไปเรื่อยๆ
โฆษกรัฐบาล คสช. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ให้เหตุผลในการออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 ว่า การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้กิจการ 5 ประเภท ประมาณ 70 โครงการ สามารถหาเอกชนมาดำเนินการล่วงหน้าได้ โดยไม่ต้องรอการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ เพราะการลงทุนจะช่วยให้เราพุ่งไปข้างหน้าได้
คำอธิบายในเวลาต่อมาของผู้นำรัฐบาล ตลอดจน ข้าราชการที่ผลักดันการออกคำสั่งนี้มาก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือเห็นว่า “อีไอเอ” เป็นสาเหตุสำคัญให้การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมีความล่าช้า จึงต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อขจัดอุปสรรคนี้ และให้ทำคู่ขนานกันไปได้
แต่จากประสบการณ์การทำหน้าที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ของ ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กลับบอกว่า แท้จริงแล้วกระบวนการอีไอเอไม่ได้ล่าช้าที่ขั้นตอนการพิจารณาของ คชก. แต่ล่าช้าที่หน่วยงานผู้เสนอโครงการ หากโครงการไหนไม่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ผ่านได้อย่างรวดเร็ว
ประเด็นน่าสนใจที่ตามมาหลังการออกคำสั่งนี้ก็คือ กลุ่มธุรกิจผู้รับเหมารายใหญ่ต่างขานรับนโยบายกันอย่างคึกคัก
แต่คำถามก็คือ “การลงทุน” มูลค่าร่วม 2 ล้านล้านบาท ตามแนวนโยบายนี้จะช่วยให้ประเทศของเราพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ สามารถลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำลงได้จริงหรือ?
ก่อนจะตอบของข้อสังเกตนี้ ต้องเข้าใจที่มาก่อนว่า ไทยเป็นประเทศที่ริเริ่มจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมชาติแรกๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งกระแสเรื่องสิ่งแวดล้อมได้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับสากล ซึ่งประเทศไทยก็อยู่ภายใต้ข้อผูกพันตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ
อีกทั้งผู้นำประเทศเราก็เพิ่งไปประกาศต่อเวทีสหประชาชาติว่าประเทศไทยพร้อมปรับตัวเข้าสู่การเติบโตตามกระแสเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเมื่อ 5 ปีก่อน ในระหว่างการประชุม Rio+20 หรือการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน ณ เมืองรีโอเดจาเนโร บราซิล ในเดือน มิ.ย. 2555 ได้กล่าวถึงเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) นิยามไว้ว่า เป็นระบบเศรษฐกิจที่นําไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตและลดปัญหาความเหลื่อมลํ้าในระยะยาว โดยไม่ให้สังคมต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
กรีนอีโคโนมีที่กลายมาเป็นกระแสโลกในปัจจุบัน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ของบ้านเรา ที่มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม
เมื่อนโยบายการลงทุนของรัฐสวนกระแสทิศทางการพัฒนา ประชาชนอาจมีความสุ่มเสี่ยงขึ้นในอนาคต และที่อันตรายยิ่งยังอาจเป็นการเร่งทำลายต้นทุนทางสังคม ต้นทุนทางเศรษฐกิจ และต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ฉะนั้น การใช้อำนาจภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 9/2559 นอกจากไม่มีหลักประกันการนำประเทศพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน ไม่สอดคล้องกับกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก การแก้ไขกฎหมายเร่งเครื่องการลงทุนอย่างเต็มสูบ โดยลดระดับความสำคัญของการจัดทำรายงานอีไอเอ หรือให้คุณค่าในระดับรองลงมา อาจทำให้วุฒิภาวะของประเทศเราลดลงในสายตานานาประเทศ เพราะแทนที่จะเร่งปฏิรูปการจัดทำรายงานอีไอเอให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ภาครัฐกลับให้ความสำคัญน้อยลง ซึ่งขัดต่อหลักการธรรมาภิบาลการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ดังนั้น การพัฒนาที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสังคม โดยมิได้เข้าใจบริบทการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นความห่างไกลที่เราจะอยู่ภายใต้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง...เศรษฐกิจคู่ขนานท่ามกลางความพอประมาณ







