
เพิ่มสิทธิประชาชน สร้างองค์กรอิสระเข้มแข็ง
แม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะเผชิญแรงต้านมากมาย แต่อีกด้านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ดำเนินการปรับแก้
แม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะเผชิญแรงต้านมากมาย แต่อีกด้านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ดำเนินการปรับแก้เนื้อหาหลายประเด็นตามที่หลายฝ่ายมีข้อเสนอเข้ามา โดย “อุดม รัฐอมฤต” โฆษก กรธ. สรุปถึงเนื้อหาในภาพรวมพอสังเขปดังนี้
“เดิมที่มีข้อสงสัยว่าทำไมเราไม่เขียนเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ เรื่องของการเขียนรายละเอียดในหมวดสิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ค่อนข้างจะเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพไว้ค่อนข้างมาก เราก็ได้ปรับแก้ใส่เข้าไปให้ อันนี้เราพูดได้เลยว่าเราพยายามจะทำให้ดีขึ้น เขียนให้กระชับ เขียนให้ครอบคลุมและรองรับ” อาจารย์อุดมเริ่มแจกแจง
ต่อมาโฆษก กรธ. อธิบายเพิ่มเติมว่า “เราอาจพูดได้ว่าส่วนที่เขากังวล เราแก้ไขให้ แต่ส่วนที่เราคิดว่าเป็นส่วนที่ดีกว่าเดิม เช่น การแยกออกมาเป็นหมวดหน้าที่ของรัฐ ซึ่ง กรธ.เห็นว่าเป็นส่วนที่ดี เพราะว่ากระบวนการในการรับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าอะไรก็ตามที่เป็นสิทธิเสรีภาพของบุคคลในหลายกรณีรัฐอาจจะบอกว่ารอให้ประชาชนมาเรียกร้องก่อน ทำบ้างไม่ทำบ้าง เราจึงเห็นว่าควรกำหนดเป็นมาตรฐานไว้เลยว่าเป็นสิ่งที่รัฐต้องทำ และเมื่อประชาชนเห็นว่ามีความบกพร่องก็ถือว่าเป็นข้อที่เรียกร้องสิทธิเอาได้โดยตรงเลย”
“ข้อนี้เรายืนยันว่าต้องมี ซึ่งมีหลายเรื่องที่ภาคประชาชนไม่ได้ติดใจ เช่น หน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับเรื่องด้านการศึกษา ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งที่ กรธ.เขียนไว้ในมาตรา 50 ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร แต่อาจขอให้เขียนเพื่อรับรองสิทธิมากขึ้น”
สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการกำหนดให้รัฐดูแลเรื่องการศึกษาให้ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจาก 12 ปี เหลือแค่ 9 ปีนั้น อาจารย์อุดม มีคำธิบายว่า “จากที่กำหนดให้รัฐรับรองดูแลเรื่องการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายมาเป็นเฉพาะการศึกษาภาคบังคับ จนมีคนมาบอกว่าไปลดลง แต่ กรธ.ยืนยันว่าถ้าดูให้ดีในมาตรา 50 เราพูดถึงเรื่องศึกษาก่อนวัยเรียนที่รัฐต้องดูแลด้วย ซึ่งจริงๆ ไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด”
“อันนี้เป็นวิธีเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาด้วย เพราะแนวความคิดเดิมที่ไปรับรองการศึกษาแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย 12 ปีนั้นจะมักเข้าใจว่า 12 ปี ในที่นี้หมายถึงประถมศึกษา 6 ปี และมัธยมศึกษา 6 ปี รวมเป็น 12 ปี เลยกลายเป็นอัตโนมัติว่าทุกคนต้องเรียนไปตามนี้ เพราะเรียนฟรีอยู่แล้ว แต่ปรัชญาของ กรธ.เราคิดว่าการศึกษาที่สำคัญและเป็นพื้นฐานจริงๆ คือ การศึกษาก่อนวัยเรียน การมาเริ่มต้นที่ประถมศึกษามีงานวิจัยในเชิงสากลพบว่าไม่ใช่พื้นฐานที่ดี เราเลยไปเพิ่มข้างหน้าแทนคือการศึกษาก่อนวัยเรียน”
การให้ดูแลการศึกษาถึงแค่มัธยมศึกษาตอนต้นจากเดิมถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย จะทำให้คนเรียนสูงน้อยลงหรือไม่? อาจารย์อุดม ให้ทัศนะว่า “เราเห็นว่าการเรียนสูงเป็นเรื่องดี แต่ต้องเป็นการเรียนสูงเพื่อความจำเป็นในการพัฒนาชีวิต เรามองว่าการพัฒนาชีวิตที่ดีต้องพัฒนาไปตามความถนัด ไม่ใช่เรียนไปตามๆ กันว่าทุกคนต้องเข้ามหาวิทยาลัย มันไม่มีประโยชน์”
ส่วนประเด็นสำคัญที่ กรธ.ถูกกล่าวหาว่าไปตัดสิทธิชุมชนในการปกป้องสิทธิตัวเอง อาจารย์อุดม ระบุว่า “ปัญหาสิทธิชุมชนเป็นปัญหาที่คนวิพากษ์วิจารณ์ว่า กรธ.ไปตัดเพื่อไม่ให้ชุมชนมีโอกาสในการเป็นผู้ไปดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ จริงๆ เรื่องนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันในหลักการ ซึ่งเราได้แก้ไขตามข้อเรียกร้อง ในขณะเดียวกันหน้าที่ของรัฐในการดูแลเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพก็ยังคงมีอยู่”
“บางเรื่องมันมีอยู่แล้วแต่เขียนให้ชัดขึ้น เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ถ้ามีผลกระทบ ประชาชนสามารถอ้างสิทธิเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐได้ มีการเยียวยาต่างๆ ด้วย โดยไม่ต้องไปอ้างอิงในกฎหมายลูก”
อีกเรื่องคือ โครงสร้างอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ อาจารย์อุดม เปิดเผยว่า มีบางประเด็นที่แก้ไขและบางประเด็นที่ไม่ได้แก้ไข เนื่องจาก กรธ.เห็นว่าเป็นหลักการที่มีความเหมาะสมแล้ว
ในส่วนที่มีแก้ไขอย่างอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ อาจารย์อุดม ระบุว่า “เรื่องของแนวคิดเกี่ยวกับมาตรา 7 เดิม ทาง กรธ.ได้กำหนดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นว่าในปัญหาที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย เรามาทบทวนและเห็นว่าอาจมีบางเรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายนิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรี องค์กรอิสระ”
“กรธ.จึงแก้ไขเป็นด้วยการกำหนดว่า ถ้าเมื่อไหร่มีเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญเรียกประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รวมถึงประธานองค์กรอิสระทั้งหลายเข้ามาประชุมร่วมกันเพื่อหามติว่าในกรณีที่ไม่มีหลักเกณฑ์ กำหนดเอาไว้จะใช้ประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างไร โดยใช้มติเสียงข้างมากในการตัดสิน แทนที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญเพียงองค์กรเดียว” อาจารย์อุดม ระบุ
ขณะที่เนื้อหาขององค์กรอิสระที่ กรธ.ยังคงยืนไว้ตามเดิม คือ การให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถยื่นเรื่องไปให้รัฐบาลดำเนินการทบทวนนโยบายบางประการ เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายทางวินัยการเงินการคลัง
“เราถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ได้รับการยอมรับจากสังคมค่อนข้างมาก แม้ฝ่ายการเมืองจะยังวิจารณ์ก็ตาม เพราะเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง โดยมีตั้งแต่เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมไปถึงการมีมาตรการเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการควบคุมการทำประชานิยมที่จะมีการใช้จ่ายเงินแผ่นดินไปในทางที่เสียหาย”
“จากเดิมที่ต่างคนต่างดู กรธ.พยายามทำให้แต่ละองค์กรต้องทำงานประสานกันมากขึ้นเพื่อให้เกิดการปรึกษาหารือกัน เพราะในกรณีอย่างการทำโครงการใหญ่ๆ เราคิดว่าไม่ควรให้เฉพาะสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไปดำเนินการ แต่เราคิดว่า ป.ป.ช. และ กกต.ต้องเข้ามาดูว่าสิ่งที่เขามาโฆษณาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งมันมีอะไรที่น่ากลัวหรือไม่
“แน่นอนว่าคงไม่ใช่ไปเตือนเขาตั้งแต่เขายังไม่ทำ แต่จะเป็นการกำหนดแค่ว่าจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย โดยจะไปกำหนดในกฎหมายลูกว่าจะต้องให้รายละเอียดกับ กกต.ไว้ส่วนหนึ่ง”
ท้ายที่สุด โฆษก กรธ. ยืนยันว่า องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีหลักการที่ต้องเข้ามาควบคุมฝ่ายการเมือง ถึงขั้นที่ฝ่ายการเมืองไม่สามารถดำเนินการอะไรได้โดยอิสระ
“ปกติเวลาเราพูดมันก็โอเวอร์นะ ผมถามว่าท่านในฐานะเป็น สส. สว. รัฐมนตรี ท่านมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องบริหารจัดการและดูแลต่างๆ ถามว่าจะเข้าไปจัดการชีวิตของท่านให้เข้างานแปดโมงครึ่งออกงานสี่โมงครึ่ง ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องพรรค์อย่างนี้ แต่มันเป็นเรื่องของความรับผิดชอบในภาพรวม ซึ่งในอดีตพอมีมาตรฐานทางจริยธรรมแล้วพบว่ามันเป็นมะเขือเผา คนที่ทำผิดก็ไม่ต้องรับผิดอะไรเลย”
อาจารย์อุดม สรุปว่า ในทางกลับกันองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญสามารถถูกตรวจสอบได้เช่นกัน ทั้งในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและจริยธรรม พร้อมกันนี้ยังมีหน้าที่ต้องรายงานผลการทำงานต่อสภาทุกปี ตรงนี้ถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะผลงานขององค์กรอิสระไม่ได้อยู่ที่การจับคนโกงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างมาตรการที่ช่วยให้การทำงานของประเทศเป็นไปโดยสุจริต







