
3 ปัจจัยชี้ขาดประชามติหวังรัฐบาลเร่งผลงาน
ศึกในระหว่าง กรธ.กับ คสช.ว่าหนักแล้ว อาจจะยังไม่หนักเท่ากับศึกนอกอย่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ศึกในระหว่าง กรธ.กับ คสช.ว่าหนักแล้ว อาจจะยังไม่หนักเท่ากับศึกนอกอย่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยเบื้องต้นรัฐบาลกำหนดให้วันที่ 7 ส.ค.เป็นวันให้ประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในมุมมองของอาจารย์อุดมคิดว่าการตัดสินใจของประชาชนในการลงประชามติครั้งนี้มีอยู่ 3 ปัจจัย ได้แก่ ผลงานรัฐบาล ความอยากในการเลือกตั้ง และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ
โฆษก กรธ.วิเคราะห์ทีละปัจจัยว่า “ผมคิดว่าคนชอบไม่ชอบจะดูผลงานของรัฐบาลว่าเป็นอย่างไร ซึ่งมันสะท้อนถึงความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งตอนนี้พอมีเรื่องนี้ออกมา มันอาจทำให้ดูภาพของ คสช.เหมือนกับว่ามันยังไงๆ ไม่ค่อยไว้วางใจประชาชนหรืออย่างไร เป็นภาพที่ดูสับสน ผลงานในที่นี้ยังรวมถึงว่าที่เขาไปปราบปรามอาชญากร ปราบปรามผู้มีอิทธิพล หรือทำอะไรที่ทำให้ประชาชนมีอยู่ มีกิน อันนี้ คือ สิ่งสำคัญประการหนึ่งว่าคนเชื่อใจหรือไม่
“ประการต่อมา คือ เรื่องของความอยากเลือกตั้ง จริงๆ ความอยากเลือกตั้ง ถ้ามองว่าเกณฑ์พอไปได้มันก็โอเค หมายความว่า ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่เห็นว่าไม่ได้เลือกตั้งมานานแล้ว ขอเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็อยากเลือกตั้งแล้ว ประชาชนก็รู้สึกว่าไม่ได้ไม่เสียอะไรชัดเจน เอาเป็นว่าให้มี สส.และ สว.กลับมาก็แล้วกัน
“ประการที่สาม คือ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ เราจะไปชี้แจงกับประชาชนอย่างไร คนบางคนอาจจะไม่อ่านรัฐธรรมนูญเลย แต่เขาก็ต้องการฟังว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นอย่างไร จะฟังจาก กรธ.โดยตรง หรือฟังจากเพื่อนฝูงจะว่าอย่างไร”
โฆษก กรธ. ประเมินว่า “สามปัจจัยนี้อะไรคือสิ่งที่กำหนดในตอนนี้ ผมคิดว่าเนื้อหาและการสื่อไปถึงประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญ ผมเริ่มมีความรู้สึกไม่แน่ใจว่ากว่าจะไปถึงวันลงประชามติเนี่ย รัฐบาลทำอะไรที่ถูกใจประชาชนได้ขนาดไหน เนื่องจากระยะเวลาค่อนข้างสั้น พอมีอันนี้ออกมาปุ๊บมันรู้สึกสับสน คือ จากเดิมที่เรารู้สึกว่าเดี๋ยวมีเลือกตั้งแน่นอนแล้ว แต่กลับมีเรื่องการขออีก 5 ปี ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็บอกว่าฉันไม่ได้จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนะ แต่ฉันขอให้มีคนมาคอยค้ำเอาไว้ มันก็สับสน อันนี้ไม่รู้นะ คือ มองในภาพนี้ ตัวนี้มันเป็นตัวที่ไปเป็นปัจจัยที่สื่อทางความคิด
“ดังนั้น ผมคิดว่าตอนนี้เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญกลายเป็นส่วนที่ค่อนข้างสำคัญแล้วว่าคุณจะบอกอย่างไรว่าอันนี้ไม่ได้เป็นการสืบทอดอำนาจ หรืออันนี้จะทำให้ประชาชนอยู่กันอย่างปกติสุขได้อย่างไร ไม่รู้นะ เดิมผมคิดว่ารัฐบาลกับเรื่องของการเลือกตั้งมีส่วนเยอะ แต่พอสถานการณ์กลับเปลี่ยน กลายเป็นว่าตอนนี้ กรธ.ต้องยืนอยู่บนขาตัวเองแล้ว”
จากนั้น อาจารย์อุดม ได้พูดความในใจว่า “เราพูดกันตามจริงนะ ตอนที่ผมรับเข้ามาทำหน้าที่นี้ ผมก็เข้ามาด้วยความรู้สึกว่าทุกคนบริสุทธิ์ใจ เราถือว่าถ้าเมื่อไหร่เราทำได้ ตามที่เราตัดสินใจด้วยตัวของเราเองแล้ว โอเคอะไรจะเกิดไม่เป็นไร แต่อย่ามาบีบกัน เพราะผมถือว่าผมยังต้องยืนในสังคมนี้ ผมยังเป็นครูบาอาจารย์ มีคนมาพูดว่าอาจารย์ทำตามคำสั่ง ผมก็หมดแล้ว
“ผมไม่ได้รู้สึกตัดสินใจผิดที่เข้ามารับหน้าที่นี้ แต่ผมถือเป็นประสบการณ์ แล้วผมก็มีความคิดว่าแต่ละคนก็ทำหน้าที่ของเขาถามว่าเราอยากประสบความสำเร็จในการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็แน่นอน คงไม่มีใครกระโดดมาโดยหวังว่าเพียงแค่จะเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเฉยๆ ถามว่ากดดันหรือไม่ ผมก็เฉยๆ นะ ทุกงานถ้าเราหวังจะประสบความสำเร็จ ก็ต้องเหนื่อยและมีเครียดเป็นธรรมดา แต่ไม่ได้รู้สึกลำบากใจอะไร
“การทำงานของ 21 คน เราก็แบ่งหน้าที่กัน ไม่ใช่ให้คนเดียวมารับไปทั้งหมด หรือโลกทั้งโลกเราต้องคิดให้รอบคอบคนเดียวเพราะมีหลายคนมาช่วยกันทำงาน” อาจารย์อุดม ทิ้งท้าย







