
หมอประเวศแนะมหาวิทยาลัยใส่ใจท้องถิ่น
หมอประเวศแนะสถาบันอุดมศึกษาเลิกมองแค่ตัวเองหันมาใสใจท้องถิ่นมากขึ้น ระบุทุกวันนี้สอนแต่วิชาการแต่ขาดพลังกำหนดนโยบายสาธารณะ
หมอประเวศแนะสถาบันอุดมศึกษาเลิกมองแค่ตัวเองหันมาใสใจท้องถิ่นมากขึ้น ระบุทุกวันนี้สอนแต่วิชาการแต่ขาดพลังกำหนดนโยบายสาธารณะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 2 ส.ค. 2553 ที่ผ่านมาได้มีการประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อร่วมสร้างประเทศไทยน่าอยู่โดยสถาบันอุดมศึกษา ที่อาคารคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี และมีนพ.ประเวศ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ร่วมสร้างประเทศไทย : ปฏิบัติการโดยมหาวิทยาลัยเพื่อแก้วิกฤติชาติ”
นพ.ประเวศกล่าวว่าจุดที่ลึกที่สุดของวิกฤติสังคมไทยคือการขาดความเป็นธรรมทุกด้านในสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม กฏหมาย ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สังคมไม่ค่อยเข้าใจเพราะเวลามีปัญหาสังคมจะมองที่ตัวบุคคลเป็นหลักทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาได้
“ถ้าเราอยู่ในสังคมที่ไม่เป็นธรรม เราก็จะขาดความเป็นธรรม ตัวอย่างเช่นช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมีถึง 15 เท่า หรือโครงสร้างสาธารณสุข ลูคนจนเสียชีวิตมากกว่าลูกคนรวย 3 เท่า ขณะที่ระบบกฏหมายก็มีความไม่เป็นธรรมมีอคติกับคนจน เวลาคนจนทำผิดกฏหมายจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงขณะที่คนรวยทำผิดกฏหมายแล้วรอด ดังนั้นไม่มีทางออกอื่นเลยนอกจากการปฏิวัติจิตสำนึก”
ขณะที่ระบบสถาบันอุดมศึกษาของไทยกลับแปลกแยกออกจากสังคม ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุข มองแต่เรื่องการสอนวิชาการแต่ขาดการเชื่อมโยงกับชุมชน ทำให้มีแต่มุมมองจากข้างในออกไปสู่ข้างนอก ทั้งๆหากนำสังคมเป็นตัวตั้งแล้วมองเข้ามาภายในจะเห็นประเด็นที่มหาวิทยาลัยสามารถมีบทบาทได้อีกมาก
นพ.ประเวศเสนอว่าสิ่งที่จะปลดปล่อยพลังของสถาบันอุดมศึกษาออกมาคือการพลิกมุมมองจากข้างนอกเข้ามาภายใน และมีบทบาทในการแก้ปัญหาสังคมที่ควรทำอยู่ 3 เรื่องคือ 1.สร้างฐานของชาติให้มั่นคงแข็งแรง โดยการเชื่อมต่อกับชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้เพราะท้องถิ่นมีทรัพยากรทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนุษย์และวัฒนธรรม การพัฒนาโดยเอาท้องถิ่นเป็นตัวตั้งจึงเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน
“เรามีมหาวิทยาลัยร้อยกว่าแห่ง มีจังหวัดทั่วประเทศ 76 จังหวัด เราสามารถมี 1 มหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมกับ 1 จังหวัดได้เลย”
2.การสร้างจิตสำนึกแห่งความเป็นธรรม ทุกวันนี้มีนักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยนับแสนคน หากสามารถสร้างจิตสำนึกแห่งความเป็นธรรมได้ก็จะช่วยให้เกิดการปฏิบัติที่ดีตามมาในอนาคต
และ 3.มหาวิทยาลัยต้องมีบทบาทในการสังเคราะห์ประเด็นเชิงนโยบาย ทั้งนี้เพราะมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งรวมปัญญา มีอิสระทางวิชาการและมีความเป็นกลาง แต่ที่ผ่านมาบทบาทการกำหนดนโยบายสาธารณะกลับตกอยู่กับคนที่ไม่มีความรู้หรือคนที่มีประโยชน์ทับซ้อน ส่วนมหาวิทยาลัยกลับไม่มีบทบาทในส่วนนี้เลย ซึ่งหากมหาวิทยาลัยเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนก็จะเห็นปัญหาและเห็นประเด็นสาธารณะได้มากขึ้น
สำหรับข้อเสนอในการปฏิบัตินั้น นพ.ประเวศเสนอว่ามหาวิทยาลัยควรศึกษาข้อมูลในระดับจังหวัดเพื่อสร้างความเข้าใจและเห็นประเด็นปัญหาในพื้นที่ และควรส่งนักศึกษาลงไปอยู่ร่วมกับชาวบ้านในลักษณะของการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ และไปในลักษณะที่ไปเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นไม่ใช่ไปเพื่อเอาวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยไปเผยแพร่แก่ชาวบ้าน
ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยควรนำองค์ความรู้ที่มีไปช่วยเหลือชุมชนในการผลิต ขณะเดียวกันก็ผลิตคนที่เหมาะสมกับความต้องการของท้องถิ่น มีการสังเคราะห์ประเด็นสาธารณะและช่วยเหลือชุมชนในการสื่อสารประเด็นเหล่านี้ในวงกว้างด้วย







