
วสท.เผยสารดับเพลิงแอโรซอลทำงานทำคนงานดับ8ศพ
วสท.สรุปเหตุคนงานเสียชีวิต 8 รายในอาคารเอสซีบี ปาร์ค เพราะเข้าไปติดตั้งระบบดับเพลิงใหม่ ไม่ได้เกิดขาดอากาศหายใจแต่สารดับเพลิงแอโรซอลทำงานเกิดฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนเข้าร่างกายเกิน 15 นาที
วสท.สรุปเหตุคนงานเสียชีวิต 8 รายในอาคารเอสซีบี ปาร์ค เพราะเข้าไปติดตั้งระบบดับเพลิงใหม่ ไม่ได้เกิดขาดอากาศหายใจแต่สารดับเพลิงแอโรซอลทำงานเกิดฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนเข้าร่างกายเกิน 15 นาที
นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมถ์ (วสท.)เปิดเผยว่าจากเหตุการณ์ที่ ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ แอโรซอล (Aerosol Fire Suppression System) ส่วนไพโรเจน (Pyrogen)เป็นชื่อทางการค้า ทำงานโดยที่ไม่ได้เกิดเพลิงไหม้ เมื่อคืนวันที่ 13 มี.ค. 59 ภายในห้องมั่นคงชั้นใต้ดิน บี 2 ของอาคารเอสซีบีปาร์ค ขณะที่ผู้รับเหมาได้เข้าไปติดตั้งเปลี่ยนระบบป้องกันเพลิงไหม้ชุดใหม่แทนของเดิมซึ่งใช้ระบบแอโรซอล (Aerosol) ไปเป็นระบบก๊าซไนโตรเจน (Nitrogen) แล้วคาดว่ามีสิ่งกระตุ้นให้ระบบดับเพลิงเดิมทำงาน โดยพ่นสารดับเพลิงแอโรซอล (Aerosol) ออกมาทั่วห้อง ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว 8 ราย สาเหตุของการเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากการขาดออกซิเจนอย่างที่เข้าใจกันก่อนหน้านี้ แต่เกิดจากการที่ผู้เสียชีวิตได้หายใจเอาสารดับเพลิงแอโรซอลซึ่งมีลักษณะเป็นผงฝุ่นละเอียดสูงมีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนเข้าไปมากเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว และสัมผัสสารเป็นเวลานานเกินกว่า 15 นาที ส่งผลให้มีการปิดกั้นทางระบบหายใจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ออกซิเจนในสมองจึงลดลงทำให้เสียชีวิต
ทั้งนี้ ภายในถังดับเพลิงระบบอัตโนมัติแอโรซอล ประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 1.) ตัวกระตุ้นการทำงาน มีหน้าที่กระตุ้นการทำงานให้เกิดการระเบิดภายในถังเพื่อกระจายสารแอโรซอลที่มีลักษณะเป็นฝุ่นผงละเอียดฉีดทั่วทั้งห้องที่ต้องการป้องกันในโดยสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ใช้กระแสไฟฟ้าแรงดันต่ำและได้รับความร้อนถึงอุณหภูมิที่กำหนดไว้ 2.) สารแอโรซอล มีสถานะเป็นของแข็งที่ถูกควบแน่น 3.) ตัวลดความร้อน (Coolant) เป็นตัวช่วยลดความร้อนของสารแอโรซอลก่อนพ่นออกมาจากถัง 4.) แผ่นกรอง (Filter) ช่วยจัดเรียงโมเลกุลของแอโรซอลให้เป็นระเบียบก่อนออกไปจากถัง และ 5.) สารแอโรซอลที่ถูกปล่อยออกมาจะมีลักษณะเป็นฝุ่นผงละเอียดสูง
สำหรับกลไกการทำงานของระบบดับเพลิงแอโรซอล จะทำงานร่วมกับระบบตรวจจับและแจ้งเหตุเพลิงไหม้ โดยจะมีวงจรตรวจจับควัน (Smoke Detector) อย่างน้อย 2 วงจรเรียกว่า Cross Zone อุปกรณ์ตรวจจับควันทำงานเพียง 1 วงจรจะไม่สั่งการให้ระบบฉีดพ่นสารดับเพลิง จะต้องมีการตรวจจับได้ทั้ง 2 วงจรในการทำงานของระบบจะมีการแจ้งเตือนก่อนการฉีดพ่นสารดับเพลิง โดยเมื่ออุปกรณ์ตรวจจับควันวงจรแรกตรวจจับควันได้มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นที่ตู้ควบคุมและพื้นที่ติดตั้งระบบดับเพลิง เพื่อให้คนอพยพและเจ้าหน้าที่รีบทำการดับเพลิงด้วยอุปกรณ์ถังดับเพลิงก่อนไฟจะลุกลามกรณีนี้จะยังไม่มีการพ่นสารดับเพลิงอัตโนมัติกรณีที่อุปกรณ์ตรวจจับควันวงจรที่ 2 ทำงาน จะมีเสียงแจ้งเตือนภัยดังขึ้น ตู้ควบคุมระบบจะเริ่มนับเวลาถอยหลังปกติตั้งค่าไว้ไม่เกิน 60 วินาที เมื่อนับถึงศูนย์ระบบดับเพลิงจะพ่นสารดับเพลิงทั้งหมดท่วมห้องนั้นๆทันทีหรือที่เรียกว่า Total Flooding แบบเดียวกับการสั่งทำงานของระบบสารสะอาด ในระหว่างการนับเวลาถอยหลัง หากต้องการขยายเวลาสามารถกดปุ่มหน่วงการฉีดพ่นสาร(Abort Switch)ได้เพื่อหยุดเวลา เมื่อเอามือออกก็จะเริ่มนับใหม่ได้ ปุ่มหน่วงจะถูกติดตั้งในทางออกหนีไฟ เพื่อให้สามารถกดปุ่มและออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ วสท.มีข้อเสนอแนะด้านความปลอดภัยของระบบอุปกรณ์ดับเพลิง จากเหตุร้ายครั้งนี้ ดังนี้ 1.)การสื่อสารและองค์ความรู้ เจ้าของอาคารฝ่ายงานและผู้ปฏิบัติหน้าที่จำเป็นต้องรู้ว่าเทคโนโลยีการดับเพลิงอะไร มีข้อดี-ข้อเสีย และข้อปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยอย่างไรบ้างหากเป็นสารดับเพลิงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและอันตรายต่อชีวิต จะต้องมีมาตรการควบคุมก่อนการเข้าปฏิบัติงาน เช่น ปิดระบบการทำงานอัตโนมัติเหลือแต่ระบบการทำงานด้วยมือ หรือถ้าจำเป็นต้องปิดทั้งระบบจะต้องจัดทีมป้องกันเหตุเฝ้าประจำพื้นที่พร้อมมีอุปกรณ์ดับเพลิงด้วยมือและต้องมีผู้ที่มีความรู้ระบบดับเพลิงนั้นๆประจำที่ตู้ควบคุมตลอดเวลา 2.)มาตรฐานการติดตั้งระบบดับเพลิงแบบต่างๆมีความแตกต่างกัน จำเป็นต้องดำเนินการโดยวิศวกรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทั้งในขั้นตอนการออกแบบ การติดตั้ง ซึ่งผู้ติดตั้งระบบจะต้องมีประสบการณ์ความรู้ และวิศวกรควบคุมงานจะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในระบบดังกล่าวเป็นอย่างดี3.) อาคารขนาดใหญ่ไม่เพียงแต่มีระบบความปลอดภัยและป้องกันอัคคีภัยที่ครบถ้วนและได้มาตรฐานเท่านั้น แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการกำกับดูแลให้ระบบอยู่ในสภาพที่ดี พร้อมใช้งาน จะต้องมีการตรวจสอบ การบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ เป็นไปตามมาตรฐานและคำแนะนำของผู้ผลิต เจ้าของอาคารหรือผู้ดูแลอาคารจะต้องให้ความรู้แก่บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบให้สามารถตรวจสอบประเมินผลประสิทธิภาพและความพร้อมในการใช้งาน รวมไปถึงให้ความรู้ในปฏิบัติการเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น4.) ระบบป้องกันอัคคีภัยจะต้องทำงานสัมพันธ์กับคนในภาวะฉุกเฉินด้วย5.) ควรแก้ไขความล่าช้าของระบบสั่งการในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งต้องทำได้ทันที กรณีที่ประตูในอาคารมีระบบควบคุมพิเศษถูกปิดล็อกโดยอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องสามารถสั่งปลดล็อกได้ทันทีเพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและ 6.) การบริหารจัดการด้านความปลอดภัยในอาคารในปัจจุบันประเทศไทยมีการขยายตัวทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จำนวนอาคารขนาดใหญ่และอาคารสูงก็มีจำนวนมากขึ้นใน กทม. และต่างจังหวัด แต่ละอาคารจะต้องมีแผนการล่วงหน้าในการทบทวนระบบความปลอดภัยในอาคาร ถึงความเพียงพอเหมาะสม การกำหนดหลักเกณฑ์ในการเลือกใช้ระบบดับเพลิงที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมและปลอดภัยกับลักษณะการใช้งานของอาคาร มีแผนในการบริหารจัดการความปลอดภัยในอาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานครอบคลุมทั้งในช่วงที่มีการใช้งานอาคารตามปกติและการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการใช้อาคาร มีแผนในการอบรมความรู้ใหม่ๆและมีแผนฉุกเฉิน รวมไปถึงการซักซ้อมเหตุฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ







