
ภาวะจูงใจให้ลงทุน มุมมองผู้ประกอบการ
โดย...ณัชพล จรูญพิพัฒน์กุล ธนาคารแห่งประเทศไทย
โดย...ณัชพล จรูญพิพัฒน์กุล ธนาคารแห่งประเทศไทย
ภาวะการลงทุนของภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีตและประเทศอื่นในภูมิภาคนั้น ในมุมมองของผู้ประกอบการ พบว่า สาเหตุที่ทำให้ธุรกิจชะลอการลงทุนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีรายละเอียดดังนี้
(1) สาเหตุที่มีน้ำหนักมากที่สุด มาจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่กำลังการผลิตส่วนเกินยังเหลืออยู่มาก สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ ที่ระบุว่า ปัจจัยดังกล่าวเป็นข้อจำกัดอันดับแรกของการดำเนินธุรกิจ จัดเป็นปัจจัยเชิงวัฏจักร (Cyclical Factor) ซึ่งหมายความว่า หากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นและมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจะตัดสินใจลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต
(2) สาเหตุรองลงมา คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ( Structural Factor) ที่เริ่มส่งผลชัดเจนขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และจะกลายเป็นอุปสรรคสำหรับการลงทุนในระยะยาว เนื่องจากปัญหาดูเหมือนจะขยายตัวมากขึ้นจนอาจเป็นเหตุให้กลุ่มธุรกิจลดการลงทุนหรือย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อจำกัดดังกล่าวแบ่งเป็น 3 ข้อหลัก คือ
(2.1) ธุรกิจไม่สามารถยกระดับเทคโนโลยีการผลิตได้ เห็นได้ชัดเจนในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า อาทิ Hard Disk Drive ที่ไทยยังพึ่งพิงการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ในสัดส่วนสูง แม้ตลาดจะไม่ต้องการแล้ว และ Integrated Circuit (IC) ที่ไทยไม่สามารถผลิตและพัฒนาชิ้นส่วนต้นน้ำได้เอง ได้แก่ Semiconductor และ Wafer Fabrication รวมถึงการออกแบบ IC เป็นต้น นอกจากนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้การลงทุนใหม่ต้องการห่วงโซ่การผลิตที่ครบวงจร และมีความพร้อมในการรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งไทยยังไม่มี ทำให้การลงทุนในกลุ่มธุรกิจนี้ยังกระจุกตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย
(2.2) การขาดแคลนแรงงานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ แรงงานไทยที่มีทักษะและมีความรู้เฉพาะทางมีแนวโน้มหายากมากขึ้น และค่าจ้างที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้กลุ่มธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และยังไม่มีการเพิ่มมูลค่าสินค้าหรือผลิตภัณฑ์จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและมีแนวโน้มที่จะย้ายฐานการผลิตไปตั้งโรงงานผลิตในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมีความเสี่ยงจากการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะและช่างเทคนิค นอกจากนี้แรงงานไทยยังขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ต่อยอดเพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง
(2.3) นโยบายภาครัฐที่ไม่ชัดเจนและไม่ต่อเนื่อง ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการหลายราย ตัวอย่างปัญหาที่สำคัญในช่วงนี้ คือ นโยบายการส่งเสริมการลงทุนใหม่ เช่น นโยบายคลัสเตอร์ที่ภาคเอกชนบางส่วนมองว่า ขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์การคัดเลือกบริษัทที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนในไทยยังลดลงจากผู้ประกอบการรายเก่าบางรายที่เคยได้รับสิทธิประโยชน์แบบเดิม เกรงว่าจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากนโยบายใหม่ จึงชะลอการลงทุน หรือตัดสินใจย้ายฐานการผลิตเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากประเทศเพื่อนบ้านแทน เช่น ผู้ประกอบการในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนได้รับการอำนวยความสะดวกจากหน่วยงานภาครัฐของต่างประเทศในการยื่นเอกสารเพื่อขอรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รวดเร็วกว่าไทย เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มยานยนต์ที่เห็นว่า เกณฑ์การคิดอัตราภาษีศุลกากรในการนำเข้ารถยนต์ไม่ชัดเจน ไม่ได้ระบุสัดส่วนการนำเข้าที่จะได้รับการยกเว้นภาษี จึงตัดสินใจระงับแผนการลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์บางรุ่น เพราะเกรงว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง นอกจากนี้ความต่อเนื่องของนโยบายเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลยังคงเป็นความกังวลของผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งที่อาจส่งผลต่อการชะลอการลงทุนในระยะนี้
(3) สาเหตุสุดท้าย คือ กฎเกณฑ์บางประการของภาครัฐ โดยกฎที่มีผลต่อการชะลอการลงทุนของภาคเอกชนอย่างเด่นชัด คือ กฎหมายผังเมืองใหม่ที่ทยอยบังคับใช้ใน 2 ปีที่ผ่านมา และปิดโอกาสการลงทุนในบางพื้นที่ธุรกิจที่สนใจ และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จำเป็นต้องใช้เวลาพิจารณาค่อนข้างนาน ขณะที่กฎเกณฑ์ภาครัฐอื่นๆ เป็นเพียงอุปสรรคบั่นทอนบรรยากาศการลงทุน แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก อย่างไรก็ดีภาครัฐอยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อลดอุปสรรคและเร่งการลงทุน
แม้ปัญหาด้าน Cyclical Factor จะคลี่คลายได้ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้ยากที่จะคาดว่า ปัญหาดังกล่าวจะหมดลงเมื่อใด ยิ่งไปกว่านั้นปัญหา Structural Factor เป็นอุปสรรคสำคัญที่หน่วงรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากไม่รีบแก้ไขอย่างเร่งด่วนจะบั่นทอนความสามารถในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไปเรื่อยๆ จนอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป ดั้งนั้น เพื่อความอยู่รอด เอกชนต้องปรับตัวให้ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงและยกระดับนวัตกรรมการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ๆ ของตลาด ซึ่งหมายถึงการลงทุนทั้งเครื่องจักรและ R&D รวมทั้งต้องมีการลงทุนในการสร้าง Human Capital ให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตการทำงาน เพื่อรับมือกับพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ภาครัฐก็ต้องช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างของประเทศทั้งเรื่องนวัตกรรมและแรงงานที่สะสมมานาน โดยภาครัฐสามารถสร้างองค์กรที่ช่วยลดต้นทุนการทำ R&D และสะสมองค์ความรู้ให้เอกชนนำไปต่อยอดได้โดยง่าย รวมทั้งปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาให้มุ่งเน้นไปในการสร้างแรงงานที่มีทักษะสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเท่ศ แต่ที่สำคัญ คือ ภาครัฐและเอกชนร่วมกันกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและร่วมมือกันแบบ Hand in Hand เพื่อก้าวข้ามความท้าทายดังกล่าวข้างต้นไปด้วยกัน







