
กติกามารยาท Social Network
ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเรียนทุกท่านว่า วันนี้อาจมีการใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษมากกว่าปกติ
โดย...น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูร ร.น. นักวิชาการประสานงานและบริหารจัดการ
ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเรียนทุกท่านว่า วันนี้อาจมีการใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษมากกว่าปกติ เพียงเพื่อให้เข้าใจไม่คลาดเคลื่อนโดยเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในเรื่องนี้
เรื่องนี้คืออะไร เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันหรือชีวิตการทำงานของเรามากน้อยแค่ไหน ขอเชิญชวนเราๆ ท่านๆ มาช่วยกันหาคำตอบด้วยกัน เมื่อเร็วๆ นี้ในเวที Open Forum ที่จัดโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA พูดคุยกันเรื่อง “แนวทางการใช้ Social Network เพื่อการส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่ยั่งยืน” โดยมีวิทยากรทั้งอาจารย์วีระศักดิ์ ประธานบอร์ด สสปน. และ อพท. ดร.สาโรจน์ และ ดร.ภัทรวรรณ จากศศินทร์ ดร.จิตรลดา จาก ปตท. คุณวิไลพร จากไพร้ซ์วอเตอร์เฮาส์ฯ คุณอาทิตย์ เครือข่ายพลเมืองเน็ต และ ดร.สรณันท์ จาก ETDA ผมฟังแล้วรู้สึกชื่นชมในความเป็นกันเอง ชอบในเนื้อหา มุมมองและประสบการณ์จริง รวมถึงรูปแบบบรรยากาศที่นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันตลอดของบ่ายวันนั้น
ผมขออนุญาตร้อยเรียงเนื้อหาการสนทนาในวันนั้น มานำเสนอเพื่อช่วยกันคิดร่วมกันต่อยอด ก่อนอื่นเราลองมาไล่เรียงเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หลายๆ คนเคยได้รู้เคยได้สัมผัสกันมาบ้าง เริ่มจากฝั่งราชการ เมื่อต้นปี 2558 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีหนังสือแจ้งเวียนห้ามข้าราชการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของทางราชการในการติดต่อทาง Social Media ในเรื่องส่วนตัว อีกเรื่องคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2564/2557 กรณีที่ลูกจ้างทดลองงาน แชต Chat เรื่องส่วนตัวในเวลางานหลายชั่วโมง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัท เป็นสาเหตุที่ไม่ผ่านการทดลองงาน นายจ้างจึงให้ออกจากงานไป แต่ก็มีการไปพูดส่งต่อกันในทำนองว่า เล่น LINE ในเวลางาน อาจถูกไล่ออกจากงาน เรื่องต่อมาเมื่อ 2-3 ปีก่อนมีข่าวว่าในระหว่างการประชุมสภา สส.และ สว. เล่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองและดูภาพหญิงสาวเปลือยด้วย
ทีนี้มาดูประสบการณ์จากภาคเอกชนก็น่าสนใจมากเพราะองค์กรในปัจจุบันมีทั้งแบบ Multi-culture Multi-language และ Multi-time zone ยิ่งทำให้การใช้ Social Network มีบทบาทมากขึ้น เกิดแนวโน้มของโลกในเรื่อง Consumer Pool ที่ทำให้คนในยุคนี้เป็นพวก Gen-C (C คือ Connected) ใช้โทรศัพท์มือถือแทบจะไม่ห่างตัวเลย วันไหนไม่มี Internet ทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะต้องใช้ข้อมูลมากมาย จึงกลายเป็นเรื่อง Technology Push นักธุรกิจจึงรวบรวมพฤติกรรมผู้บริโภค จากเดิมทำวิจัยด้วยกระดาษ แต่เดี๋ยวนี้ใช้วิธีส่งข้อความเข้าไปใน Social Media แทนแล้ว
เรามาดูต่อว่าถ้าเจ้านายส่ง LINE มาตอนตี 3 แปลว่าเร่งด่วนมากหรือไม่ รอคำตอบอยู่ไหม หรือแค่ส่งมาไว้ก่อนเพื่อให้ทำตอนเช้า หรือส่งมาเพราะกลัวลืม ซึ่งคงต้องดูเนื้อหาที่ส่งมาเป็นสำคัญ หรือตี 3 นั้นส่งมาจากอเมริกาก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แล้วเราเป็นลูกน้องต้องอ่านเลยไหม อ่านแล้วแปลว่ารับทราบ เข้าใจดีหรือไม่ ก็ยังไม่แน่ใจนัก รวมถึงเมื่อส่งและมีคำตอบมาด้วยก็อาจจะละเลยเพิกเฉยบางขั้นตอนไป เช่น ไม่ส่งเอกสารตามมา จนอาจมีผลกระทบทางกฎหมายได้
วันนี้คนเรานิยมตอบคำถามด้วยคำตอบที่สั้นลงๆ หรือใช้คำอื่นแทน เช่น Like ซึ่งไม่ชัดว่า ผู้ตอบต้องการอะไรแน่ ล่าสุดตอบด้วยสติ๊กเกอร์รูปภาพ บางรูปมีอักษรกำกับก็ชัดเจนดี บางทีก็มีแต่รูปให้เดาๆ ความหมายกันเอง อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ บางคนเสียค่าสติ๊กเกอร์เดือนละหลายพันบาทก็มี
หลายองค์กรมีพนักงานและลูกค้าต่างรุ่นต่างวัยกัน กลุ่มที่เป็น Digital Native จะใช้ Social Media ตลอดเวลาทั้งในเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว ขณะที่ผู้บริหารองค์กรอาจเป็นกลุ่มของ Digital Immigrant อาจเกิดช่องว่างระหว่างกัน เช่น ออกกฎห้ามใช้ Social Media ในระหว่างเวลางาน พนักงานก็คงหาช่องใช้อยู่ดี ทำไมผู้บริหารไม่เลือกใช้วิธียืดหยุ่นให้พนักงานใช้ได้ แล้วควบคุมให้อยู่ในระดับที่ Monitor ได้ เพราะถ้าเขาไม่ใช้ Corporate Network ขององค์กรแล้ว แต่กลับไปใช้ Wi-Fi Public ในการส่งข้อมูลองค์กรอาจจะก่อให้เกิดผลเสียหายมากกว่าได้ คอมพิวเตอร์ มือถือ ของบางอย่างก็เป็นขององค์กร บางอย่างก็เป็นของส่วนตัว บางองค์กรใช้หลัก BYOD (Bring Your Own Device) ทำให้หลายครั้งแยกไม่ออกว่าใช้เป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว
การนำเรื่องขององค์กรไปนินทาใน Facebook ส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำไปเปิดเผย บางทีเป็นข้อมูลลับขององค์กรด้วยซ้ำไป แล้วจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร ไล่ออกจากงานเลยไหม หรือจะลบข้อความนั้นให้เร็วที่สุดได้อย่างไร เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด หรือกรณีนายจ้างบังคับให้ลูกจ้างเข้าอยู่ในกลุ่ม LINE ของบริษัท แต่ลูกจ้างไม่ยอมไม่อยากรับรู้ เพราะแม้ว่าจะเป็นกลุ่มของงานแต่ก็ไม่ใช่เรื่องงานทั้ง 100%
การใช้ข้อมูลจาก Social Media มาตัดสินใจในการรับสมัครงาน เช่น ใช้รูปขณะกินดื่มอยู่ในสถานบันเทิงถือเป็นการล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวไหม นำมาปะปนกับเรื่องงานมากเกินไปไหม แม้เป็นรูปภาพที่ลูกจ้างสมัครใจที่จะโพสต์เองในสื่อสาธารณะก็ตาม
ผมคิดว่าวันนี้อาจจะยังไม่ได้บทสรุปที่ชัดเจน แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สื่อสารกันให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีกฎกติกามารยาทบางอย่างมาใช้ร่วมกัน อาจยังไม่ต้องถึงขั้นเป็นกฎหมายเป็นแค่ Guidelines มาทดลองใช้กันในองค์กรหรือในกลุ่มย่อยๆ กันก่อน วันนี้คนเราติดต่อกันทั้งที่มีสถานะ เช่น นายจ้างกับลูกจ้าง ยังมีคนรอบข้างทั้งที่เรารู้จักและไม่รู้จักที่อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศอีกมาก การสื่อสารด้วยข้อความสั้นๆ เพียงบรรทัดสองบรรทัดอาจคลาดเคลื่อนเข้าใจผิดได้ง่าย และถ้าเป็นเรื่องที่อ่อนไหวแล้วยิ่งน่ากังวล เพราะแต่ละคนก็ตีความกันไปตามความเข้าใจของตนเองเป็นหลัก ถ้าไม่เจอกันจริงๆ การพูดคุยผ่านจอภาพเห็นหน้ากันก็ยังดีกว่า มีความชัดเจนกว่า เพราะเห็นทั้งสีหน้าแววตา ได้ยินน้ำเสียงกัน
การใช้ Social Media อย่างตามใจฉันต้องมีขอบเขตบ้าง ซึ่งแต่ละสังคมก็มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แค่ไหนจึงจะพอดีอยู่ที่เรา อยากจะไปเร็วก็ต้องไปคนเดียว แต่ถ้าอยากเดินไปได้ไกล ก็ต้องไปด้วยกันครับ







