
มาร์คห่วงข้อเสนอคสช.เปิดทางอำนาจซ้อนอำนาจ
"อภิสิทธิ์" ห่วง 6 ผบ.เหล่าทัพ นั่งสว.เฉพาะกาล เปิดทางใช้อำนาจซ้อนอำนาจ แนะกรธ.พิจารณารอบคอบ
"อภิสิทธิ์" ห่วง 6 ผบ.เหล่าทัพ นั่งสว.เฉพาะกาล เปิดทางใช้อำนาจซ้อนอำนาจ แนะกรธ.พิจารณารอบคอบ
เมื่อวันที่ 17 มี.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเสนอของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ประเด็นการเพิ่มสว. และให้อำนาจ สว.ในการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ และการไปรับบทการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีหรือปรับระบบเลือกตั้ง ที่มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่าเบี้ยหัวแตก ซึ่งขัดกับการเดินหน้าของประเทศ และขัดกับระบบหลักที่กรธ.วางไว้ และจะไม่เป็นผลดี ทำให้เกิดความขัดแย้ง เป็นสภาพการเมืองที่เป็นการต่อรองกันระหว่างนักการเมืองกับกลุ่มผู้มีอำนาจ ซึ่งเราไม่ต้องการอย่างนั้น แต่เราต้องการประเทศเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปได้ โดยความเป็นประชาธิปไตยที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน แต่มีกลไกที่เข้มแข็งในการที่จะตรวจสอบไม่ให้คนที่มาจากการเลือกตั้งใช้อำนาจในทางไม่ชอบ นั่นควรจะเป็นเป้าหมาย
ทั้งนี้ โครงสร้างของ สว.สรรหาที่ให้ฝ่ายความมั่นคงที่เป็นข้าราชการประจำเข้ามาอยู่ด้วย 6 คนถือว่าขัดหลักประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและทำให้เกิดความสับสนใจระบบ ซึ่งหลังจากการเลือกตั้ง ก็ยังไม่เข้าใจว่า ให้บุคคล 6 คนเข้ามาอยู่ในสภาฯซึ่งมีจำนวน 250 คน จะทำให้เกิดความแตกต่างอะไร นอกเสียจากกลายเป็นว่า 6 คนนี้ จะสามารถมาคุมเสียงอีก 200 กว่าเสียงได้ ก็ยิ่งทำให้เกิดความสับสนว่า ระบบนี้เป็นอย่างไรกันแน่
“ข้อเท็จจริงคือ ท่านเหล่านี้ซึ่งมีความรับผิดชอบด้านความมั่นคง เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ของทั้งกองทัพ และตำรวจทั้งประเทศอยู่แล้ว ถ้ากังวลว่าท่านเหล่านี้จะทำงาน และปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เพราะว่ารัฐบาลใช้อำนาจทางการเมืองเข้าไปแทรกแซง สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการไปปฏิรูประบบเพื่อที่จะให้ท่านเหล่านี้ไม่ถูกแทรกแซงทางการเมืองในการทำตามหน้าที่ ไม่ใช่การมาเขียนบทเฉพาะกาลให้มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ้าเราคิดอย่างนี้ หนึ่งเราไม่ได้แก้ปัญหาถาวร และ สอง กลายเป็นเรื่องของการให้อำนาจคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาใช้อำนาจซ้อนอำนาจ ซึ่งจะเป็นปัญหา”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กรธ.ต้องพิจารณาอย่างรอบครอบ กับข้อเสนอของ คสช. ซึ่งตนเองขอเป็นกำลังใจให้ และอยากย้ำว่า ถ้ากรธ.ยืนในสิ่งที่เห็นว่าเป็นหลักการที่ดี สามารถทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ ประชาชนลงประชามติรับรองบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญก็จะเป็นไปตามนั้น เพราฉะนั้นสิ่งที่กรธ.ต้องคิดให้มากคือการยอมรับจากประชาชน มากกกว่าที่จะต้องไปเกรงใจใคร
“ผมมองว่าถ้าเราทำระบบให้เกิดความสับสน ไม่สามารถสลัดข้อหาการสืบทอดอำนาจและความหวาดระแวงได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือความขัดแย้ง ในที่สุดตรงนี้จะเป็นตัวที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งสิ่งต่างๆที่คสช.พยายามทำมาด้วย และถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็เป็นหน้าที่ของ คสช.ที่จะต้องจัดให้มีรัฐธรรมนูญ แต่ความกังวลของผมคือ ถ้าเราได้รัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านประชามติ จะมีคนที่ไม่พอใจรัฐธรรมนูญ ออกมาโต้แย้ง สุดท้ายก็จะนำมาสู่การขอแก้ไขการขอรื้อ แต่ถ้าทำให้แก้ไขยาก ก็จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลายออกไปสู่กระบวนการอื่น สุดท้ายรัฐธรรมนูญจะเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งในอนาคต ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับใครเลย”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในร่างพ.ร.บ.ประชามติที่จะออกมา มีการห้ามรณรงค์ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง นั้นตามหลักการไม่มีปัญหา แต่ต้องดูให้ดีว่าการวินิจฉัยตรงนี้เที่ยงธรรมหรือไม่ อย่าไปคิดว่าคนที่พูดจาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงจะเป็นฝ่ายที่ไม่สนับสนุน เพราะฝ่ายที่สนับสนุน หลายท่านที่ชี้แจงมาตอนนี้ก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะก็คล้ายกับการเลือกตั้ง ใครไปรณรงค์อะไรก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง แต่อยากจะย้ำว่าเราต้องการให้กระบวนการประชามติ สร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐธรรมนูญ ดังนั้นกระบวนการนี้ต้องเปิดกว้าง การณรงค์วิพากษ์วิจารณ์อาจทำได้ แต่อะไรที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็ต้องเป็นความผิดเหมือนกัน
“ต้องดูให้ชัดว่าการณรงค์ถ้าไปจำกัดกรอบเกินไปก็ทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ถูกจำกัด อาจถูกหยิบยกมาเป็นปัญหา หรือเงื่อนไขอีกว่า กระบวนการประชามติได้ให้สิ่งที่เราต้องการหรือไม่ คือความชอบธรรม และภูมิคุ้มกันให้รัฐธรรมนูญ ตนจึงอยากให้ปลดล๊อคตรงนี้ เพราะเห็นนายกฯบอกว่าไม่ได้เดือดร้อนไม่ผ่านก็ร่างเอง เพราะฉะนั้นก็ควรเปิดให้มีการพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นของทุกคน ใช้บังคับกับทุกคน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่านายกฯไม่ได้อยากจะยื้ออำนาจ แต่เข้าใจความกังวลของท่านว่า เมื่อท่านไม่อยู่แล้วสภาพปัญหาจะกลับไปเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครอยากให้กลับไปเหมือนเดิม แต่ท่านต้องวินิจฉัยปัญหาให้ถูก และแก้ปัญหาให้ตรงไปตรงมา แล้วต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดข้อหวาดระแวงว่าท่านหรือคณะในขณะนี้จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งด้วยการสืบทอดอำนาจเท่านั้นเอง







