
วิพากษ์ปมแต่งตั้งสว. ร่างทรงคสช.กุมบังเหียน
การเมืองเวลานี้คงต้องจับตาไปที่ภายหลังการประชุมของแม่น้ำ 4 สาย เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเมืองเวลานี้คงต้องจับตาไปที่ภายหลังการประชุมของแม่น้ำ 4 สาย เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาสรุปสาระสำคัญถึงการประชุมต่อกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อเสนอถึง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ให้เดินหน้าต่อจากนี้
สาระสำคัญให้ สว.ชุดแรก ดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีจำนวน 250 คน มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้ง พร้อมทั้งให้ข้าราชการประจำ 6 ตำแหน่ง (ผบ. 3 เหล่าทัพ ผบ.สส. ผบ.ตร. และปลัดกระทรวงกลาโหม เป็น สว.โดยตำแหน่ง เพื่อมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผลักดันการปฏิรูป ผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ
ทบทวนระบบเลือกตั้ง สส. โดยใช้บัตร 2 ใบ และ สส.เขตเป็นเขตใหญ่ 3 คน แต่ว่าเลือกได้คนเดียว และประการสำคัญ คือ ที่มาของนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องให้พรรคการเมืองเสนอชื่อก่อนในวันสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. แต่ให้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรในการคัดเลือกนายกฯ
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นว่า ต้องทำความเข้าใจข้อเสนอ คสช. ที่ระบุชัดเจนไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เพื่อสนองเจตนารมณ์ในการทำรัฐประหาร จึงไม่ต้องโต้แย้งว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่
ทั้งนี้ การกำหนดให้ สว.ทั้ง 250 คน มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้ง ในอดีตการแต่งตั้ง สว.ใครเป็นผู้แต่งตั้ง สว.ก็จะจงรักภักดีต่อคนนั้น ฉะนั้นอาจบอกได้ว่า สว.ก็เป็นตัวแทน คสช. และคนเป็นต้นเสียงสำคัญในสภา คือ ผู้แทนเหล่าทัพ อาทิ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผบ.ตร.
สมบัติ อธิบายว่า ถ้าผู้นำเหล่านี้ส่งสัญญาณอะไร บรรดา สว.ในนั้นก็จะทำตาม และบอกมีอำนาจพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ สว.สามารถอภิปรายไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ สส.ที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากฝ่ายค้านน้อยกว่ารัฐบาล
“การให้ สว.อภิปรายไม่ไว้วางใจจะชนะทุกครั้ง เพราะเป็นพรรค คสช.พรรคเดียว ดังนั้นคนมาเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้ง รวมเสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล อยู่ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ สว.ให้คุณใช้อำนาจต่อไปหรือไม่ ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร คนควบคุมรัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จจริงๆ คือ สว.”
คำถามต่อไปพรรคการเมืองที่ยึดหลักประชาธิปไตย จะยอมลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เพราะในอดีตเคยมีมาแล้วที่พรรคการเมืองไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าการเมืองหลักไม่ลงเลือกตั้ง และเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว หมวดสิทธิเสรีภาพประชาชนได้รับการคุ้มครอง ไม่สามารถไปปรับทัศนคติได้
ขณะเดียวกัน ที่มานายกฯ ระบุไว้ชัดว่า อาจมีสถานการณ์จำเป็นเอาคนนอกนั่งนายกฯ จึงยกเว้นการเสนอชื่อ 3 คน เพราะเป็นการเปิดตัวจนอาจถูกกระหน่ำได้ จึงให้ตัดไปก่อน แต่การเลือกตั้งระบบแบ่งสันปันส่วน ไม่ว่าจะใช้บัตรเดียวคนเดียว เขตเดียวเบอร์เดียว ผลลัพธ์ก็คือ ไม่มีพรรคใดได้เสียงเกินครึ่ง แต่ต้องมาดูว่าประชาชนจะให้ผ่านประชามติหรือไม่
ด้าน สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ความพยายามปรับแก้มาตรา 207 เพื่อตัดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์กรแก้วิกฤตออก แสดงให้เห็นรัฐบาลต้องการให้มีองค์กรมาลดทอนอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรไปไว้ที่ สว. ทำให้วุฒิสภามีอำนาจใกล้เคียงกับสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ทั่วโลกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งจะมีอำนาจน้อย แต่ข้อเรียกร้องรัฐบาลให้เพิ่มจำนวน สว.สรรหา 250 คน แต่ที่สำคัญอำนาจที่ให้ คือ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีอำนาจตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ซึ่งเดิมเป็นอำนาจสภาผู้แทนราษฎร เท่ากับให้อำนาจ สว.สูงมาก
นอกจากนี้ ที่สำคัญยังเปิด 6 ตำแหน่งให้สำหรับผู้นำเหล่าทัพ ถือว่าเป็นข้อเรียกร้องที่อาจกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมืองได้ ผนวกกับประเด็นที่ไม่ให้เปิดเผยชื่อนายกฯ โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะอาจจะกลายเป็นคนนอกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และพรรคที่ชนะการเลือกตั้งอาจจะไม่ได้เป็นผู้เสนอชื่อ
“ในที่สุดแล้วชื่อนายกฯ อาจจะมาจากพรรคที่มาเป็นอันดับ 2 และ 3 แง่นี้คือตรรกะเสียงอำนาจประชาชน ในฐานะผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยก็ลดน้อยลง ความกังวลใจคือ เมื่อ สว.มาจากการสรรหามีอำนาจเท่ากับ สส. และชื่อนายกฯ ที่ประชาชนไม่ได้เห็นก่อน ก็อาจจะเกิดการงุบงิบ การฮั้วกันในสภาได้ ส่วนกรณีที่ คสช.ให้เหตุผลว่าข้อเสนอต่างๆ นั้นเพื่อความเหมาะสมต่อสถานการณ์ที่จะเปลี่ยนผ่าน ประชาชนจะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนกับความเป็นประชาธิปไตย”
อย่างไรก็ดี เป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวง ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และประวัติศาสตร์ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ตอนนั้นนายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และ สว.ไม่ได้มีอำนาจเท่านี้ ก็ยังเกิดแรงเสียดทานจนเกิดโศกนาฏกรรมทางการเมือง แต่ครั้งนี้จะถือว่าเป็นบททดสอบสังคมไทย หากมองในมุมความต้องการของรัฐบาล เกรงว่าจะมีวิกฤตและต้องการให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม จึงคิดว่าอารมณ์หรือคลื่นความต้องการเป็นประชาธิปไตยในสังคมสูง แม้จะถูกกดอยู่ตลอดเวลาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยอมรับว่า ข้อเสนอ คสช.ฟันธงไม่ได้ว่าดีหรือไม่ แต่บอกว่าให้ สว. 250 คน มาจากการสรรหาตามกระบวนการถูกต้องเพื่อให้เกิดการปฏิรูป พร้อมทั้ง 6 ตำแหน่ง ซึ่งยอมรับยังไม่เห็นภาพที่จะตอบโจทย์ หรือสร้างดุลยภาพให้กับฝ่ายการเมือง รวมถึงพาให้ก้าวข้ามความขัดแย้งได้อย่างไร
ทั้งนี้ หากย้อนดูรัฐธรรมนูญ 2521 ในบททั่วไปและบทเฉพาะกาลไปในทิศทางคล้ายกัน แต่ไกลกว่า คือ ให้อำนาจ สว.สามารถตั้งกระทู้ถามได้ ถือเป็นการก้าวเข้าไปทำหน้าที่ สส. ซึ่งถ้าทำแบบนั้นหรือในทิศทางแบบนั้น จะนำไปสู่ความสำเร็จหรือไม่
ส่วนที่เสนอให้กาบัตร 2 ใบ เพราะเหตุว่ามีดุลยภาพมากกว่า ไม่ทราบเหมือนกันว่ากาแบบไหน และคำนวณอย่างไร ก็จะไม่เห็นภาพปรองดองกัน นอกจากนี้ไม่เปิดเผย 3 รายชื่อนายกฯ ถ้าไม่ใช่ สส.ก็จะเหมือนปี 2535 ในยุครัฐบาล รสช. และเทียบกันทำแบบนั้น ข้อกังวล หรือกึ่งเกรงใครบางคน พฤษภาทมิฬสองอาจกลับมา จำต้องคิดให้ละเอียดรอบคอบ ตีโจทย์ให้แตก เพื่อพาบ้านเมืองฝ่าวิกฤต ว่าสิ่งที่เสนอมาทำได้จริงหรือไม่







