
เภสัชกรจี้ล้มเอ็มโอยูนำอย.จับลิขสิทธิ์ยา
โพสต์ทูเดย์
— เภสัชกรยื่นหนังสือจี้อลงกรณ์ อย่านำ อย.ไปจับลิขสิทธิ์ยาภญ.นิยดา เกียรติยอังศุลี หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอให้ทบทวนแนวคิดที่จะดึงสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งดูแลด้านระบบยามาทำหน้าที่ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ได้มีความพยายามที่จะให้ อย. ร่วมลงนามร่างบันทึกความตกลงการป้องกันและปราบปรามยาที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยในวันอังคารที่ 3 ส.ค.นี้ จะมีการเรียกประชุม 11 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ก่อนการลงนามในปลายเดือนนี้
“
ประเทศไทยมีกฎหมายที่กำกับดูแลเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยที่แยกจากระบบทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้ว จึงควรที่จะบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพและให้เป็นไปภายใต้กรอบของกฎหมาย สร้างความชัดเจนในเรื่องคำนิยาม ‘ยาปลอม’ ที่แยกแยะระหว่างคุณภาพและความปลอดภัย และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” ภญ.นิยดา กล่าวภญ.นิยดา กล่าวว่า อย.เป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านคุณภาพและความปลอดภัยของประชาชน มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวข้องกับระบบยา แต่นายอลงกรณ์จะให้มาลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องของทรัพย์สินเอกชน เช่น เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ จึงไม่สมควร
ภญ.นิยดา กล่าวอีกว่า ความผิดของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และความผิดการละเมิดเครื่องหมายการค้า เป็นความผิดเฉพาะบุคคล ซึ่งต้องมีเจ้าของสิทธิไปแจ้งความกล่าวโทษ ต่างกับฐานความผิดที่ อย.ดูแลอยู่ที่สามารถจับกุมเมื่อมีการกระทำผิดได้ทันที เพราะเป็นเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค จึงไม่ควรที่จะสร้างภาระเพิ่มให้กับ อย.
ภญ.นิยดา กล่าวว่า หากมีการขยายนิยามยาปลอมให้ครอบคลุมเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จะก่อให้เกิดการสับสนและความเข้าใจผิด และสกัดกั้นการแข่งขันจากยาชื่อสามัญที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคายาถูกลงและเป็นธรรมมากขึ้น และช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาได้เพิ่มขึ้น
“
ในการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกครั้งล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ได้มีมติที่เกี่ยวกับการนิยามคำว่ายาปลอม ให้มุ่งเน้นเฉพาะด้านคุณภาพยาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพเท่านั้น มิใช่ความหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งประเทศไทยก็ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ต้องทบทวนบทบาทเสียใหม่”






