posttoday
เงินไม่หมุนเศรษฐกิจก็ไม่ฟื้น

เงินไม่หมุนเศรษฐกิจก็ไม่ฟื้น

16 มีนาคม 2559

รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บุกไปหารือกับผู้บริหารกระทรวงการคลัง เพื่อถามหามาตรการรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่คาดว่าจะไม่ดีไปอีก 2 ปี เป็นอย่างต่ำ และอยากให้คลังหามาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยโดยเร็ว

รองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บุกไปหารือกับผู้บริหารกระทรวงการคลัง เพื่อถามหามาตรการรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่คาดว่าจะไม่ดีไปอีก 2 ปี เป็นอย่างต่ำ และอยากให้คลังหามาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยโดยเร็ว

นั่นคือการส่งสัญญาณของรัฐบาลที่จะออกนโยบายประชารัฐหรือประชานิยมอีก โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ก็มีกระแสไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะเกรงว่าจะไปเร่งสร้างหนี้ครัวเรือนของกลุ่มประชาชนฐานราก จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจมีปัญหายิ่งขึ้น

เรื่องภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ อาจจะไม่ดีกว่าปีที่แล้ว หลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจปี 2558 ออกมาขยายตัวเพียง 2.8% เป็นผลมาจากการส่งออกลดลงมาก เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยสินค้าเกษตรราคาตกต่ำอย่างหนักตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รายได้ครัวเรือนลดก็ดึงให้การบริโภคภายในประเทศลดลงตามไปด้วย

ตัวเลขมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ขยายตัว 2.8% นั้น ได้ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีที่แล้วมาแล้ว ในโครงการพักหนี้เกษตรกร การให้กู้ผ่านกองทุนหมู่บ้าน มาตรการช็อปช่วยชาติ จนทำให้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเศรษฐกิจจะแย่ไปกว่านี้อีก

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไม่สมเหตุสมผลจากรัฐบาล และไม่มีการต่อต้านรัฐบาลที่เตรียมมาตรการชุดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แถมเสียงสนับสนุนให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจดูจะมีมากกว่าเสียงค้าน ภายใต้การสนับสนุนก็ยังมีข้อแม้ที่เสนอให้รัฐบาลพิจารณาเช่นกัน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ควรเร่งทำในช่วงนี้ คือ ควรลงไปช่วยในกลุ่มเกษตรกร ชาวนา ชาวสวนยาง ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ซึ่งการให้เงินช่วยเหลือโดยตรงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพื่อเพิ่มกำลังซื้อของเกษตรกรให้เข้มแข็ง

นอกจากนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า เศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว การจะใช้มาตรการใดๆ ไม่ควรจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างหนี้ใหม่ ไม่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อ เช่น สินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ การกระตุ้นการบริโภคแบบนี้เหมาะจะใช้ในช่วงที่เศรษฐกิจเป็นขาขึ้นมากกว่า

ขณะที่ ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ออกมาเตือนรัฐบาลว่า เศรษฐกิจโลกซึมลึกและเปราะบาง การค้าของโลกขยายตัวได้ต่ำเพียง 1-2% เศรษฐกิจไทยพึ่งการส่งออกได้ยากมากขึ้น แต่รัฐบาลก็ไม่ควรหันมากระตุ้นการบริโภคเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะอันตรายมาก เนื่องจากหนี้ครัวเรือนของไทยต่อจีดีพีสูงมากจนไม่น่าจะก่อหนี้ได้อีกแล้ว ยิ่งรายได้ของประชาชนลดลงจากราคาพืชผลตกต่ำ การเพิ่มหนี้ครัวเรือนจึงเป็นอันตรายกับเศรษฐกิจเป็นทวีคูณ เพราะรายได้กับรายจ่ายวิ่งสวนทาง สุดท้ายจะเป็นหนี้เสียของสถาบันการเงิน

แต่ทางกระทรวงการคลังได้ให้ กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงตัวเลขหนี้ครัวเรือนว่า แม้จะเพิ่มขึ้นแต่ก็เป็นอัตราที่ชะลอลง ขณะนี้หนี้ครัวเรือนของไทยมีมากกว่า 10.4 ล้านล้านบาท หรือ 86% ของจีดีพี กระทรวงการคลังยังมองในแง่ดีว่าหนี้ครัวเรือนสูงไม่ได้น่าเป็นห่วงเสมอไป เพราะเป็นตัวบ่งบอกถึงการเข้าถึงสถาบันการเงินได้ดี

นอกจากนี้ หากดูสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทย พบว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย 27% กู้ซื้อรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ 16% หนี้สหกรณ์ 15% หนี้เพื่อการพาณิชย์ทำธุรกิจ 17% รวมกันเป็น 75% กลุ่มนี้ถือเป็นหนี้ที่มีคุณภาพ มีหลักประกันในการกู้เงิน ส่วนที่เหลืออีก 25% แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภค 19% ที่เหลือเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลที่หลายฝ่ายเป็นกังวลอย่างละ 3% รวมกันเป็น 6% คลังถือว่าสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับหนี้ครัวเรือนทั้งหมด

กระทรวงการคลังยังเห็นว่า หนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นเป็นการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ 43% สถาบันการเงินของรัฐ 29% และสหกรณ์อีก 15% รวม 87% ถือว่ามีการปล่อยสินเชื่อและตรวจสอบอย่างเป็นระบบ จึงไม่น่าเป็นห่วง และหากพิจารณาเชิงเปรียบเทียบจะพบว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค ได้แก่ มาเลเซีย สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 88% และสิงคโปร์ซึ่งมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี  75%  และถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น แคนาดา สหราชอาณาจักร และเดนมาร์ก เป็นต้น

อย่างไรก็ดี เสียงค้านว่ารัฐบาลไม่ควรกระตุ้นเศรษฐกิจก็ดูแผ่วเบา  เพราะทุกคนรู้ดีว่าเศรษฐกิจไทยกำลังซึมลง กำลังซื้อแทบจะไม่กระเตื้องเลย คนจนไม่มีเงินใช้ คนรวยไม่ใช้เงิน ทำให้เงินไม่หมุนเวียนหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ เกิดเงินฝืดในครัวเรือน แต่เงินไปกองอยู่กับสถาบันการเงินที่ไม่กล้าให้กู้เพราะกลัวหนี้เสีย

ด้าน อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลในขณะนี้เห็นได้ว่าไม่ได้กระตุ้นที่ฐานราก เพื่อไม่ให้กลุ่มที่แย่อยู่แล้วแย่ไปอีก ทำได้เพียงประคับประคองผ่านมาตรการกองทุนหมู่บ้านและตำบล ซึ่งเห็นผลไม่ชัดเจนนัก อาจจะติดขัดขั้นตอนที่ทำให้เม็ดเงินลงไปได้ไม่เต็มที่

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งที่จะกระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มคนรายได้ปานกลางขึ้นมา ที่มีศักยภาพเติบโตได้แต่กลับไม่ใช้จ่าย เพราะไม่มีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจและรายได้ในอนาคต สะท้อนจากยอดขายสินค้าคงทน บ้าน รถยนต์ หรือค่าใช้จ่ายใหญ่ๆ เช่น การซ่อมแซมบ้าน ไม่เติบโต จำเป็นต้องกระตุ้นกลุ่มนี้เพื่อผลักดันการใช้จ่ายให้เศรษฐกิจหมุนต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหลายดัชนีชี้ว่าหนี้ครัวเรือนเริ่มขยับเข้าไปสู่ผู้ที่มีรายได้ปานกลางบ้างแล้ว จากตัวเลขเอ็นพีแอลของบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล แม้จะยังไม่มาก แต่ก็เป็นสัญญาณเตือน หากใช้เป็นเวลานาน คนชนชั้นกลางที่หนี้เริ่มปริ่ม อาจติดกับดักหนี้ครัวเรือนสูง กดดันการบริโภคหนักขึ้นไปอีก

“มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย สามารถหยิบมาใช้ได้ชั่วคราวเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะลอ แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ในอนาคตด้วย นั่นคือ การกระตุ้นผ่านการลงทุนภาคเอกชน เป็นต้น” อมรเทพ กล่าว

แม้ไม่มีเสียงค้านหากรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็มีเสียงเตือนจากหลายฝ่ายเรื่องการใส่เงินให้ถูกจุด คือต้องใส่ไปในกลุ่มที่เดือดร้อนจริง และต้องไม่ไปเร่งหนี้ครัวเรือน ซึ่งในความเป็นจริงไม่มีการกระตุ้นใดที่จะไม่เพิ่มหนี้ นอกจากการแจกเงินให้เปล่า

แต่แค่ใส่เงินกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่พอ รัฐบาลจะต้องคิดด้วยว่าใส่เงินไปแล้วหากไม่มีการใช้เงินต่อเป็นห่วงโซ่ เงินไม่หมุนเวียนหลายๆ รอบ ในระบบเศรษฐกิจใส่เงินเท่าไหร่ก็หายหมด อาการเศรษฐกิจชะลอตัวไม่มีทางแก้ได้

มาตรการของรัฐที่ออกมาก็จะเป็นมุขแป้ก เหมือนหลายๆ มาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน