
น้ำมันตก ฉุดค่าไฟได้?
โดย...อานิก อัมระนันทน์
โดย...อานิก อัมระนันทน์
มีการตั้งคำถามว่าราคาน้ำมันดิบลดลงมาก แต่ค่าไฟฟ้าทำไมไม่ค่อยจะลด? ราคาน้ำมันกับค่าไฟฟ้าในบ้านเรามีความเกี่ยวพันกันจริง แต่ไม่ใช่ 100 ต่อ 100 อีกทั้งไม่สามารถบอกได้ล่วงหน้าว่าจะเป็นเท่าไรต่อร้อย เพราะพลังงานเป็นเรื่องซ้บซ้อน แต่ต้องสามารถอธิบายได้!
ก่อนอื่นราคาน้ำมันที่พูดถึงกันมากที่สุดคือ น้ำมันดิบ แต่ราคาตลาดน้ำมันที่มีผลต่อค่าไฟฟ้า “ในระดับหนึ่ง” คือน้ำมันเตา
ในอดีตวิธีหลักๆ ในการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย คือ ใช้น้ำจากเขื่อน ถ่านหินลิกไนต์ที่แม่เมาะ และน้ำมันเตาในโรงไฟฟ้าอื่นๆ ต่อมาเมื่อมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในปี 2516 รัฐบาลได้ตัดสินใจให้ลงทุนมหาศาลในการสร้างท่อเพื่อนำก๊าซขึ้นมาใช้ประโยชน์บนชายฝั่ง ซึ่งในกระบวนการพัฒนาโครงการนั้นได้มีการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระยะยาวเพื่อสร้างความมั่นใจให้สามารถลงทุนได้
จึงมีการสร้างท่อก๊าซในทะเลยาวที่สุดในโลกขณะนั้น และประเทศไทยก็หันมาใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากขึ้นๆ ในปี 2558 เป็นสัดส่วนสูงถึง 68% (แต่ไม่ใช่ 100%) ทั้งนี้โครงสร้างต้นทุนโรงไฟฟ้าก๊าซมีสัดส่วนต้นทุนผันแปรสูงกว่าต้นทุนคงที่ (ไม่ใช่ 100%)
เหตุหนึ่งที่ก๊าซธรรมชาติกลายเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญ ก็เพราะมีต้นทุนที่จูงใจ เนื่องจากโรงไฟฟ้าเลือกได้ว่าจะใช้น้ำมันเตาหรือก๊าซธรรมชาติ จึงมีการตกลงราคาก๊าซธรรมชาติ โดยราคาตั้งต้นในสัญญาแรกตกประมาณ 70% ของราคาน้ำมันเตาในขณะนั้น และมีสูตรที่จะปรับราคา โดยอิงกับราคาน้ำมันเตาเพียงบางส่วนเฉลี่ย 30-40% (ไม่ใช่ 100%) มีการทอดเวลา (Time Lag) 6-18 เดือน แล้วแต่สัญญา ที่เหลือเป็นดัชนีค่าครองชีพและค่าลงทุน
จะเห็นว่าราคาก๊าซธรรมชาติมีเสถียรภาพมากกว่าน้ำมันเตา เมื่อราคาน้ำมันเตาพุ่งสูง ราคาก๊าซธรรมชาติก็จะไม่ขึ้นเท่า ทำนองเดียวกันเมื่อราคาน้ำมันเตาตกต่ำ ราคาก๊าซธรรมชาติก็จะไม่ได้ลดเท่า การทอดเวลาช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเตรียมปรับตัวได้โดยเฉพาะขาขึ้น แต่ก็ช้าขาลงด้วย ราคาก๊าซที่จุดเริ่มต้นถูกกว่าน้ำมันเตานั้น ในอดีตยาวนานที่ผ่านมาก็ยิ่งถูกกว่ามาก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น แต่ช่วงปัจจุบันกลับกันเพราะราคาน้ำมันตกต่ำ
อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาก๊าซธรรมชาติสูงเกินไป ทำให้ขาดความมั่นคงที่มีความหลากหลายของเชื้อเพลิง ส่วนหนึ่งเพราะประชาชนหลายพื้นที่มีความหวาดกลัวเชื้อเพลิงอื่นๆ
ตามที่อธิบายในบทความ “Ft คือผู้ร้ายใช่หรือ?” เมื่อสัปดาห์ก่อน ค่าไฟฟ้าแบ่งเป็นไฟฟ้าฐาน (ซึ่งปรับทุก 3-5 ปี) กับค่า Ft ซึ่งเป็นความผันแปรจากค่าไฟฟ้าฐาน (ปรับทุกงวด 4 เดือน) เวลาคำนวณค่าไฟฐานจะมีการตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันเตา ดังนั้นเมื่อราคาในแต่ละช่วงเวลาเปลี่ยนไปก็จะมาสะท้อนใน Ft ของงวดนั้นๆ ตามเงื่อนไขข้างต้น
เนื่องจากราคาน้ำมันจะอ้างอิงราคาตลาดที่เป็นเงินเหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะนำเข้าหรือผลิตในประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนจึงเป็นตัวแปรที่เกี่ยวเนื่องเมื่อมีการคิดค่าใช้จ่ายเป็นเงินบาท อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อ Ft ด้วย
คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือที่เรียกกันว่า เรกูเลเตอร์ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลค่าไฟฟ้า ได้ประมวลเหตุผลหลักๆ ของ
การเปลี่ยนค่า Ft ในช่วงปี 2558 ดังนี้
แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกตั้งแต่กลางปี 2557 ถึงปลายปี 2558 ลดลง 61% แต่เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าลงมา 10% ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งลดตามราคาน้ำมันเตาเพียง 30-40% เมื่อคิดเป็นเงินบาทจึงลดลงได้เพียง 19% ทำให้ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับลดลงได้ 32.96 สตางค์/หน่วย แต่มีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ได้แก่
(ก) 1.12 สตางค์/หน่วย จากค่าเงินบาทที่อ่อนลงทำให้ราคาถ่านหินนำเข้าและราคาซื้อไฟฟ้าจากลาวและมาเลเซียสูงขึ้น
(ข) 1.92 สตางค์/หน่วย จากการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 ทำให้ความสูญเสียพลังงานในการส่งไฟฟ้าสูงขึ้น ประกอบกับภัยแล้งทำให้การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนซึ่งเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุดลดลง และการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าที่ใช้ลิกไนต์และถ่านหินนำเข้าซึ่งมีต้นทุนถูกลดลงเช่นกัน
(ค) 7.30 สตางค์/หน่วย จากการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ และลม รวมแล้วค่า Ft จึงลดลงเพียง 22.62 สตางค์/หน่วย ทั้งนี้มีการปรับ (Reset) ค่าไฟฟ้าฐานในเดือน พ.ย. 2558
ฟังดูแล้วซับซ้อนจริง แม้มีคำอธิบายประกอบการปรับ Ft ทุกงวด ดูเหมือนละเอียดแต่ไม่เน้น Cost Drivers จึงไม่สามารถสยบกระแสที่ว่าค่าไฟฟ้าไม่ลดเท่าที่ควร หลายสิ่งยังไม่มีคำตอบเช่น ทำไมการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นทำให้อัตราการสูญเสียสูงขึ้น? พลังงานหมุนเวียนส่วนไหนเพิ่มต้นทุนจากค่าไฟฐานอย่างไร? ที่ กฟผ.บริหารการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดด้วย Merit Order อย่างแท้จริงนั้นเป็นเช่นไร?
ช่วงนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ กกพ.จะเปิดเผยข้อมูลให้มากขึ้น ให้สมกับค่านิยมองค์กรที่ประกาศไว้ว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้
ตัวอย่างเช่น หากเทียบกับกิจการปิโตรเลียมที่มีการเปิดเผยราคาก๊าซปากหลุมแต่ละแหล่ง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ กกพ.จะให้มีการเปิดเผยต้นทุนโรงไฟฟ้าต่างๆ ?
ถ้าโปร่งใสระดับนี้ได้ ย่อมจะสร้างความเข้าใจและความมั่นใจได้ว่า ทำไมราคาน้ำมันตกมากแล้ว จึงฉุดค่าไฟฟ้าลงได้เพียงเท่าที่ปรากฏบนบิลค่าไฟฟ้าแต่ละบ้าน







