posttoday
ต่อสัญญา 2จีเสี่ยงสูง 3 ค่ายมือถือหันแข่งประมูล 3จี

ต่อสัญญา 2จีเสี่ยงสูง 3 ค่ายมือถือหันแข่งประมูล 3จี

02 สิงหาคม 2553

หลังจากที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้จัดทำเอกสารเชิญชวนเข้าประมูลเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ 3จี หรือ ไอเอ็ม (Information Memorandum) พร้อมประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ค. โดยผู้ให้บริการรายใดที่สนใจสามารถยื่นประมูลได้ภายใน 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มประมูลได้ช่วงวันที่ 22-28 ก.ย. 2553

หลังจากที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้จัดทำเอกสารเชิญชวนเข้าประมูลเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ 3จี หรือ ไอเอ็ม (Information Memorandum) พร้อมประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ค. โดยผู้ให้บริการรายใดที่สนใจสามารถยื่นประมูลได้ภายใน 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มประมูลได้ช่วงวันที่ 22-28 ก.ย. 2553

 

 

ต่อสัญญา 2จีเสี่ยงสูง 3 ค่ายมือถือหันแข่งประมูล 3จี

ประจวบเหมาะกับแนวทางการแปรสัญญาร่วมการงาน ในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 หรือ 2จี ให้เป็นไลเซนส์ และขยายอายุสัมปทานออกไปอีก 15 ปี ตามแนวทางของกระทรวงการคลังนั้นไม่มีความชัดเจนในรายละเอียด โดยมีแต่แนวทางเชิงนโยบายที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้


ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกใบอนุญาต 2จีใหม่ ที่มีระยะเวลา 15 ปีนั้น กทช.จะมีอำนาจออกไลเซนส์ได้หรือไม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจน ว่าอำนาจในการออกไลเซนส์โทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นเป็นอำนาจของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภาพที่เกิดขึ้นจึงทำให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไทยทั้งสามราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น หรือ ทรูมูฟ ต่างหันมาให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต หรือไลเซนส์ 3จี ของ กทช. มากกว่าการเข้าร่วมการแก้สัญญาร่วมการงาน 2จี

นอกจากนี้ ยังไม่มีความแน่นอนว่าหากเอกชนยินยอมเลิกสัญญาร่วมการงานแล้วแปรสัญญาเป็นไลเซนส์ เอกชนจะได้รับคลื่นความถี่คืนกลับมาในจำนวนเท่าเดิม ทั้งนี้เพราะคลื่นความถี่ที่เอกชนแต่ละรายมีอยู่นั้นไม่เท่ากัน โดยทรูมูฟมีคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ รวมกัน 17.5 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนดีแทคมีคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะ เฮิรตซ์ รวมกัน 60 เมกะเฮิรตซ์ และเอไอเอสมีคลื่น 900 เมกะ เฮิรตซ์ จำนวน 17.5 เมกะเฮิรตซ์ และดิจิตอลโฟน หรือ ดีพีซี ซึ่งเป็นบริษัทลูกมีคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ อีก 12.5 เมกะเฮิรตซ์นั้นจะได้รับกลับคืนมาเท่าเดิมหรือไม่

“แค่เรื่องคลื่นความถี่ที่มีอยู่เดิม จะได้กลับคืนมาหรือไม่ เมื่อแปรสัญญาเป็นไลเซนส์ก็ไม่มีใครตอบได้แล้ว ที่สำคัญในกฎหมายยังระบุอีกว่าการให้ใบอนุญาตใหม่ไม่ว่าจะเป็น 3จี หรือ 2จี นั้นต้องใช้วิธีการประมูลเพียงอย่างเดียว กระทรวงการคลังจะมาบอกว่าให้คิดเป็นค่าแรกเข้า โดยคำนวณจากส่วนแบ่งรายได้ที่เคยให้ คูณกับสัมปทานที่เหลืออยู่ เป็นเรื่องที่พูดขึ้นมาโดยไม่ได้ศึกษาเรื่องกฎหมาย ซึ่งหากมีการประมูล แล้วเกิดมีเอกชนรายอื่นมาประมูลแข่ง แล้วพวกเราจะเสี่ยงทำไม ก็ถือสัญญาเดิมไปจนกว่าจะหมดแล้วประมูล 3จี ดีกว่า” แหล่งข่าวจากวงการโทรคมนาคม เปิดเผย

ขณะที่เมื่อเทียบกับการประมูลไลเซนส์ 3จี แล้ว แม้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งในเรื่องของค่าไลเซนส์ และค่าก่อสร้างโครงข่ายหลายหมื่นล้านบาท แต่ก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในแง่ไฟแนนซ์ เพราะมีไลเซนส์ที่มีระยะเวลาบริหารชัดเจนนาน 15 ปี เอาไว้ค้ำประกันและสร้างความมั่นคงให้กับบริษัทได้ เพราะไลเซนส์ถือเป็นทรัพย์สินส่วนหนึ่งของบริษัท

ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนว่าหากหน่วยงานรัฐไม่มีความชัดเจนในเรื่องของการแก้สัญญา 2จี คงไม่มีเอกชนรายใดเข้าร่วมแนวคิดนี้อย่างแน่นอน เพราะไม่สามารถบอกกับผู้ถือหุ้นถึงทิศทางในอนาคตได้ ว่าถ้าเลิกสัญญาร่วมการงานแล้วเปลี่ยนเป็นไลเซนส์ บริษัทจะได้ประโยชน์อะไร เพราะขณะนี้เห็นแต่ทางเสียมากกว่าได้

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่จะเติบโตอย่างมาก จากการที่ประเทศไทยมีระบบโทรศัพท์ 3 จี ก็คือ ยอดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในกลุ่มสมาร์ทโฟน ที่สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือได้ รวมถึงโน้ตบุ๊ก จะมีอัตราการเติบโตหลายเท่าตัว เนื่องจากจะมีการใช้งานอินเทอร์เน็ต จากกลุ่มลูกค้า ที่บรอดแบนด์แบบมีสายไม่สามารถให้บริการได้ ซึ่งคาดว่าการเติบโตที่เกิดขึ้นจะเป็นการเติบโตระดับ 100%

นอกจากอุปกรณ์ ประเภทดีไวซ์ ที่ใช้เชื่อมต่อกับระบบ 3 จีแล้ว ธุรกิจที่จะเติบโตอีกอย่างคือ ธุรกิจคอนเทนต์ สำหรับอินเทอร์เน็ต จะเติบโตมากขึ้น เว็บไซต์ต่างๆ จะต้องมีการพัฒนามากขึ้น เพราะปริมาณการเข้ามาเล่นอินเทอร์เน็ต จะเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านบรอดแบนด์นั้นมีประมาณแค่ 20 ล้านคน แต่หากระบบ 3 จี มาทลายกำแพงอินเตอร์เน็ตแบบสาย แล้วทุกคนที่มีมือถือสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายได้ คาดว่าจำนวนประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างน้อยจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านคนอย่างแน่นอน ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในธุรกิจเว็บไซต์ จะดุเดือดขึ้นอย่างแน่นอน

เอไอเอสพร้อมขายไอโฟนรับไลเซ่นส์ 3 จี

รายงานข่าวจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า ขณะนี้การเจรจากับทาง บริษัท แอปเปิล อิงค์ เพื่อนำไอโฟนเข้ามาจำหน่ายได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งส่งผลให้เอไอเอสจะเป็นผู้ให้บริการอีก 1 ราย ที่จะขายไอโฟน โดยคาดว่าจะนำรุ่นไอโฟน 4 เข้ามาจำหน่ายได้ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หลังการประมูลไลเซ่นส์ 3 จี ของกทช.

การตัดสินใจนำไอโฟนเข้ามาจำหน่ายเป็นรายที่ 3 ต่อจาก บริษัท ทรูมูฟ และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค ครั้งนี้ เพื่อรองรับกับไลเซ่นส์ 3 จี ของกทช. ที่เอไอเอสมีความพร้อมเต็มที่ที่จะเข้าร่วมประมูล และการใช้งาน 3 จี จะช่วยให้ตลาดสมาร์ทโฟนเติบโตมากขึ้น

สำหรับตลาดไอโฟนในไทยสิ้นปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 แสนเครื่อง แบ่งเป็น ทรูมูฟ 2 แสนเครื่อง และ ดีแทค 1 แสนเครื่อง โดยความต้องการของไอโฟนยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากระแสแบล็กเบอรี่ (บีบี) จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่จากสัดส่วนการจำหน่ายของทั้ง 2 รายพบว่า ไอโฟน 60-70% ขณะที่บีบีอยู่ในอัตรา 30-40%

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหารเอไอเอส กล่าวว่า การมีสมาร์ทโฟนหลายรุ่นเข้ามาจำหน่ายถือเป็นหนึ่งในแผนการรองรับไลเซ่นส์ 3 จีที่จะเกิดขึ้น เพราะการประมูลไลเซ่นส์ 3 จี ไม่ได้หมายถึงการลงทุนด้านโครงข่ายเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเครื่องมือถือที่พร้อมรองรับการใช้งานด้วย

ทั้งนี้ หากเข้าสู่การใช้งาน 3 จี คาดว่าค่าบริการใช้งานอินเทอร์เน็ตและดาต้าที่จะเรียกเก็บจะไม่สูงขึ้นจากเดิม คือ ประมาณ 650 บาทต่อเดือน แต่สิ่งที่ผู้ใช้บริการจะได้รับคือสปีดการดาวน์โหลดข้อมูลที่เร็วและขนาดข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าผู้ใช้ได้ใช้บริการที่มีราคาถูกกว่าระบบ 2 จีอยู่แล้ว

นอกจากการเข้าประมูลไลเซ่นส์ 3 จีแล้ว ยังเตรียมเป็นผู้จำน่ายซิม 3 จี หรือ เอ็มวีเอ็นโอของ บริษัท ทีโอที ภายใต้บริษัท ไวร์เลส ดีไวซ์ ซัพพลาย ที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการโทรคมนาคมประเภทที่ 1 แบบไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเองจาก กทช.เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยจะชูจุดแข็งในเรื่องของช่องทางจำหน่ายผ่านร้านเทเลวิซ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ

ส่วนการเข้าร่วมประมูล 3 จี ของกทช.นั้น คณะกรรมการ (บอร์ด) จะพิจารณาในสัปดาห์นี้ว่าจะประมูลในนามบริษัทใด จากบริษัทลูกที่มีอยู่ คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์ เลส เน็ทเวิร์ค บริษัท ซุเปอร์ บรอดแบนด์ เน็ทเวิร์ค และ บริษัท ไวร์เลส ดีไวซ์ ซัพพลาย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท