
ไมเคิล ยัง ผู้ประกอบการสังคมผู้โดดเด่น
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
การสร้างผู้ประกอบการธุรกิจหน้าใหม่ให้เอาตัวรอดและเติบโตได้ไม่ใช่เรื่องง่าย การสร้าง “ผู้ประกอบการสังคม” (Social Entrepreneur) ยิ่งไม่ง่าย เพราะนอกจากต้องให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว ธุรกิจนั้นยังต้องเกื้อกูลต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย บุคคลสำคัญซึ่งมีส่วนในการสร้างผู้ประกอบการสังคมที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากคนหนึ่ง คือ ไมเคิล ยัง (Michael Young)
ไมเคิล ยัง เป็นหนึ่งในนักคิด นักเขียนนักปฏิรูปสังคมผู้โดดเด่นในอังกฤษ เมื่ออายุเพียง 29 ปี เขาเป็นผู้ร่างแถลงการณ์ของพรรคแรงงาน เพื่อใช้รณรงค์เลือกตั้งในปี 2488 ในชื่อ “มาเผชิญอนาคตกันเถิด” (Let Us Face The Future) ประกาศนโยบายปฏิรูปสังคมครั้งใหญ่ หลังสงครามซึ่งมีผลสำคัญทำให้พรรคแรงงานภายใต้การนำของคลีเมนต์ แอตลี ชนะวีรบุรุษสงคราม คือ วินสตัน เชอร์ชิล อย่างถล่มทลาย ทั้งๆ ที่สองเดือนก่อนการเลือกตั้ง เชอร์ชิลมีคะแนนนิยมสูงสุดถึง 83% ขณะที่พรรคแรงงานได้รับคะแนนนิยมสูงสุดเพียง 18%
ตลอดชีวิต ไมเคิล ยัง เป็นผู้ก่อตั้งองค์กรทางสังคมในรูปแบบต่างๆ ทั้งองค์กรการกุศลสาธารณะ สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชน และวิสาหกิจเพื่อสังคมรวมกว่าร้อยแห่ง องค์กรที่สามารถเจริญเติบโตและพัฒนาจนมีบทบาทอย่างเข้มแข็ง โดดเด่น มีราวกว่า 40 แห่ง เช่น “สมาคมผู้บริโภค” (Consumers’ Association) ซึ่งเป็นองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคภาคเอกชนที่เข้มแข็งมากของอังกฤษ “นิตยสาร Which?” ซึ่งเป็นนิตยสารเช่นเดียวกับ “รายงานผู้บริโภค” (Consumer Reports) ของ “สภาผู้บริโภค” (Consumers Council) ซึ่งทำหน้าที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้บริโภคในสหรัฐและแคนาดาอย่างโดดเด่นและยืนหยัดมาตั้งแต่ปี 2479 โดยปัจจุบันมีสมาชิกวารสารถึงกว่า 7 ล้านคน
งานคุ้มครองผู้บริโภคนี้ ไมเคิล ยัง สามารถผลักดันจนเกิด “สภาผู้บริโภคแห่งชาติ” (National Consumer Council) ในปี 2518 ในด้านการศึกษา ไมเคิล ยัง เป็นผู้ให้กำเนิดองค์กรต่างๆ หลายองค์กร เช่น “มหาวิทยาลัยแห่งยุคที่สาม (The University of the Third Age หรือ U3 A) ในปี 2525 วิทยาลัยเปิดด้านศิลปะ (Open College of the Arts) ในปี 2530 เปิดสอนศิลปะทางจดหมาย ในปี 2535 ไมเคิล ยัง ก่อตั้ง “สมาคมการศึกษาเพื่อเด็กป่วยแห่งชาติ Association for Education of Sick Children) และ “โรงเรียนเพื่อผู้ประกอบการสังคม” (School for Social Entrepreneur หรือ SSE) ในปี 2541 เป็นต้น
ไมเคิล ยัง เป็นนักคิดที่ทรงพลัง และไม่หยุดนิ่ง แม้เมื่อเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัวด้วยมะเร็งร้าย เขายังครุ่นคิดเพื่อก่อตั้ง “วิทยาลัยสุขภาพ” (College of Health) สำหรับคนไข้ โดยแรกเริ่มจะตั้งชื่อว่า “สมาคมคนไข้ที่ฝึกฝนแล้ว” (The Association of Trained Patients) ระหว่างเตรียมงานศพให้ภรรยา ไมเคิล ยัง เห็นช่องทางพัฒนาระบบการฝึกอบรมหัวหน้าสัปเหร่อ (Funeral Director) จึงได้ก่อตั้ง “วิทยาลัยพิธีศพแห่งชาติ” (National Funerals College) ขึ้น
ไมเคิล ยัง ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics) และได้เป็นเนติบัณฑิตเมื่อปี 2472 ไมเคิล ยัง เข้าทำงานกับพรรคแรงงาน จนพรรคแรงงานได้เป็นรัฐบาลหลังชนะการเลือกตั้งในปี 2488 พอปี 2493 เขาก็ออกจากพรรคแรงงาน เข้าไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกในโรงเรียนเศรษฐศาสตร์แห่งลอนดอน เมื่อปี 2495 งานศึกษาเรื่องการเคหะและนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่น ทำให้เขาเห็นปัญหาระหว่างชุมชนกับกรรมการแรงงาน เขาจึงก่อตั้ง “สถาบันชุมชนศึกษา” (Institute of Community Studies) ขึ้น ซึ่งสถาบันแห่งนี้เป็นรากฐานสำคัญของความคิดในการก่อตั้งองค์กรต่างๆ และการปฏิรูปสังคมของเขาในเวลาต่อมา รวมทั้งเป็นรากฐานสำคัญของการกำหนดให้ประชาชนในชุมชนมีส่วน มีเสียงมากขึ้นในการบริหารชุมชน สถาบันแห่งนี้ได้รวมกับ “ศูนย์ช่วยเหลือกัน” (Mutual Aid Centre) ที่ ไมเคิล ยัง ก็ก่อตั้งขึ้นเป็น “มูลนิธิยัง” (Young Foundation) ทำงานสร้างสรรค์สังคมต่อมา
ไมเคิล ยัง เขียนหนังสือหลายเล่ม เล่มที่มีชื่อเสียง คือ “กำเนิดของระบอบคุณธรรม” (The Rise of The Meritocracy) เขียนขึ้นในปี 2501 ขณะที่อายุได้ 43 ปี หนังสือดังกล่าวยังได้ผูกศัพท์ “ระบอบคุณธรรม” ขึ้นเป็นครั้งแรก เนื้อหาหลักของหนังสือเล่าประวัติศาสตร์อังกฤษ ย้อนไปตั้งแต่ปี 2413 และมองเลยออกไปจนถึงปี 2576 ชี้ให้เห็นด้านลบของระบอบคุณธรรม ที่ระบบการศึกษาสมัยใหม่แยกชนชั้นของคนตามระดับสติปัญญา (ไอคิว) แทนแต่เดิมที่แยกคนตามฐานะความมั่งคั่ง จึงแทนที่จะทำให้สังคมเสมอภาค กลับกลายเป็นการสร้างความไม่เสมอภาคในรูปแบบใหม่ ไมเคิล ยัง เห็นว่าสิทธิมนุษยชนบางเรื่องไม่สามารถจัดสรรให้ตามระบบคุณธรรม เช่น สิทธิในด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา และความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ซึ่งปัจจุบันคนร่ำรวยสามารถเข้าถึงได้ดีกว่ามาก ไมเคิล ยัง ค่อนข้างผิดหวังที่นักการเมืองสมัยหลังยึดติดและเห็นแต่ด้านบวกของระบอบคุณธรรม อย่างนายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ซึ่งดูจะไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ จึงไม่ตระหนักว่า ไมเคิล ยัง เขียนหนังสือเล่มนี้ในสไตล์เสียดเย้ย (Satire) โทนี แบลร์ จึงมักพูดสนับสนุนแต่ด้านบวกของระบอบคุณธรรม
ทัศนะเรื่องการศึกษาของไมเคิล ยัง มีประเด็นย้อนแย้ง (Controversy) สูง อิทธิพลทางความคิดเรื่องนี้มาจากระบบการศึกษาในโรงเรียนทางเลือกที่โรงเรียนดาร์ติงตันฮอลล์ (Dartington Hall) ที่เขาเล่าเรียนในวัยเด็ก โรงเรียนแห่งนี้ยึดถือปรัชญาการศึกษาของรุสโซ ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือชื่อ เอมีล รุสโซ เชื่อว่าเด็กทุกคนมีอัจฉริยภาพไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงจำเป็นต้องมีวิธีเลี้ยงดูให้เหมาะสมเหมือนการรดน้ำพรวนดินพืช เพื่อให้อัจฉริยภาพของแต่ละคนได้พัฒนาขึ้น ในบั้นปลายชีวิต ไมเคิล ยัง มีข้อเสนอเรื่องระบบโรงเรียนแบบใหม่ แทนที่โรงเรียนจะเป็นที่ “ให้การศึกษา” แก่เด็กโรงเรียนควรเป็น “ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตเพื่อการศึกษาวิจัย” ของทั้งนักเรียนและครู โดยพ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนช่วย โดยโรงเรียนควรเป็น “โรงเรียนเปิด” (Open School) ซึ่งเด็กจะออกจากโรงเรียนเมื่อใดก็ได้หลังจบการศึกษาชั้นประถม หลังจากนั้นอาจกลับไปเรียนที่บ้านหรือที่ทำงานโดยมีพี่เลี้ยงจนกว่าเด็กจะรู้สึกว่าอยากกลับเข้าโรงเรียนอีก
ไมเคิล ยัง มี “ไฟสร้างสรรค์” ที่ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา แม้ล่วงเข้าวัยชราแล้ว เขาได้รับสถาปนาเป็นลอร์ดแห่งดาร์ติงตัน (Lord Young of Dartington) และเป็นสมาชิกสภาขุนนางตั้งแต่วันที่่ 20 มี.ค. 2521 จนถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2545 ในวัย 86 ปี ที่กรุงลอนดอน







