
แบงก์ชาติพักยก เว้นวรรคกระตุ้นใหม่
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในวันนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะเปิดเผยผลการประชุมที่หากไม่มีการพลิกโผอะไร ก็จะเป็นไปตามคาดการณ์ของสำนักวิเคราะห์หลายฝ่ายว่าบีโอเจจะยังไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หรือไม่มีเซอร์ไพรส์อะไรเป็นรอบที่ 2 อย่างแน่นอน
ตามมาติดๆ กันในวันพุธ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็จะเริ่มเปิดการประชุมครั้งที่ 2 ของปีนี้ ท่ามกลางการคาดหมายว่า เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด จะไม่ออกแถลงการณ์อะไรที่เอาใจตลาดทุนโลกมากนัก และจะเริ่มส่งสัญญาณกลับมาเข้าร่องเข้ารอยเดิมของแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
ขณะที่ธนาคารกลางอีก 2 แห่ง ที่ประชุมตามมาติดๆ ในสัปดาห์นี้ คือ ธนาคารกลางอังกฤษ(บีโออี) และธนาคารกลางสวิส (เอสเอ็นบี) ก็คาดว่าจะไม่มีความเคลื่อนไหวสำคัญอย่างมีนัยเช่นเดียวกัน
นั่นหมายความว่าธนาคารกลางส่วนใหญ่ทั่วโลกจะพร้อมใจกัน “เว้นวรรค” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล็อตใหม่ แม้ว่าตลาดทุนจะตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือพยายามกระตุ้นให้เห็นความน่ากลัวของปัญหาเศรษฐกิจจีนและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ตาม
เป็นแนวทางตามที่นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า แบงก์ชาติเหล่านี้ควรทบทวนบทบาทของตัวเองกันได้แล้ว โดย รากุรัม ราจัน ผู้ว่าการธนาคารกลางอินเดีย ซึ่งเป็นอดีตนักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่เคยเตือนวิกฤตการณ์ซับไพรม์ในสหรัฐเมื่อปี 2008 เรียกร้องให้แบงก์ชาติทั่วโลกออกเครื่องมือประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากนโยบายการเงิน หลังจากที่มีการใช้มาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
กรณีของญี่ปุ่นนั้น อาจถือเป็นการพักยกชั่วคราวก่อน เพราะได้รับผลกระทบข้างเคียงจากยาแรงครั้งก่อนที่ประกาศใช้มาตรการดอกเบี้ยติดลบ 0.1% เป็นครั้งแรก ตามรอยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ธนาคารกลางในสวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ทว่าญี่ปุ่นกลับเจอไซด์เอฟเฟกต์แรงกว่าที่คาดจนทำให้ต้องชะลอบทบบาทเพื่อศึกษาผลกระทบให้รอบด้านก่อน
ในแง่ผลกระทบตลาดทุนนั้น ผลสำรวจของบีโอเจ เดือน ก.พ. พบว่าแรงซื้อในตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นซบเซาลงเมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนก่อนหน้า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดลบได้ฉุดให้ดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นติดลบตามไปด้วย โดยมีสัดส่วนถึง 70% จากพันธบัตรทั้งหมด ทว่าที่ยังมีการซื้อทั้งที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้รัฐบาลนั้น เพราะยังเป็นอัตราติดลบที่ถูกกว่าฝากไว้กับบีโอเจ และกองทุนหลายแห่งยังติดเงื่อนไขที่จำเป็นต้องลงทุนในพันธบัตรด้วย
ส่วนที่กระทบมากกว่า ก็คือ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ภาคเอกชน และการลงทุนใหม่ๆ เมื่อธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 3 แห่ง ในญี่ปุ่น ยังพร้อมใจกันลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไปลงมาด้วย มาอยู่ที่ระดับต่ำสุดทุบสถิติ 0.001% หรือเท่ากับได้ดอกเบี้ยปีละ 10 เยน (ราว 3.08 บาท) หากฝากเงิน 1 ล้านเยน (ราว 3.08 แสนบาท) ทำให้ธุรกิจที่คึกคักกลับกลายเป็นธุรกิจขายตู้เซฟ รองรับการแห่ถือเงินสดแทน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นของภาคเอกชนในไตรมาสแรกที่ออกมาติดลบ หลังจากที่มีปัจจัยบั่นทอนก่อนหน้านี้กับจีดีพีไตรมาส 4 ปี 2015 ที่ติดลบ 1.4% ไปแล้ว
บีโอเจนั้นคาดหวังว่าจะยอมแลกให้แบงก์รายใหญ่รับภาระแทน โดยเอาเงินที่ฝากกับบีโอเจไปปล่อยกู้หรือไปลงทุน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าฝากเงินให้รัฐ ทว่าจากตัวเลขเดือน ก.พ. กลับมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ขยายตัวเพียงเล็กน้อย ในขณะที่การฝากเงินกลับสูงขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับที่บีโอเจคาดหมายเอาไว้ มีเพียงตัวเลขบางด้านที่ปรับตัวดีขึ้นชัดเจน เช่น อัตราการขอสินเชื่อบ้านของธนาคารชินเซ ที่เพิ่มขึ้น 4 เท่า หลังธนาคารลดดอกเบี้ยเงินกู้บ้านเมื่อต้นเดือน ก.พ.
ที่สำคัญ ก็คือ มาตรการของบีโอเจเกิดขึ้นในจังหวะที่ทั่วโลกกำลังตื่นตระหนกกับภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดสินทรัพย์เสี่ยง จึงทำให้เกิดเงินไหลเข้าญี่ปุ่นมหาศาลเพื่อซื้อเงินเยนที่ถือเป็น 1 ในสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้เงินเยนที่ควรจะอ่อนค่าจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลับแข็งค่าขึ้นมากสวนทางกับหลักการ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่นในเวลานี้ ซึ่งแทบไม่เห็นข่าวดีมากพอ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่ซบเซา การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อที่นิ่งสนิทในระดับ 0% ก็ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าบีโอเจน่าจะงัดมาตรการกระตุ้นทางการเงินมาใช้อีกครั้ง เพียงแต่ยังต้องรอจังหวะใหม่หลังการศึกษาผลกระทบให้รอบคอบขึ้นเท่านั้น
ขณะที่กรณีของเฟด ซึ่งตกเป็นตัวประกันของตลาดทุนโลกมาหลายต่อหลายครั้งนั้น เป็นที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่แนวทางของการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง เนื่องจากรอบนี้เฟดแวดล้อมไปด้วยปัจจัย
พื้นฐานที่ช่วยหนุนมากกว่าหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา
อัตราการว่างงานล่าสุดของสหรัฐในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ลดลงต่ำสุดในรอบ 5 เดือน โดยมีผู้ขอรับสวัสดิการจากการว่างงานลดลงจากเดือนก่อนหน้า 1.8 หมื่นคำขอ อยู่ที่ 2.59 แสนคำขอ ซึ่งตัวเลข
ดังกล่าวที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 3 แสน ยังบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งขึ้นของตลาดแรงงานสหรัฐ ที่เป็น 1 ในตัวแปรสำคัญของเฟดมาโดยตลอด ท่ามกลางอัตราการว่างงานที่ลดลงจากเลข 2 หลัก ในช่วงที่เศรษฐกิจเลวร้ายสุด ลงมาอยู่ที่ 4.9%
ด้านตลาดที่อยู่อาศัยของสหรัฐในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ก็เพิ่งขยายตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 6 เดือน ยอดขายบ้านปรับตัวขึ้น 0.4% อยู่ที่ 5.47 ล้านยูนิต ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่กลับมาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง ทำให้สามารถลดความผันผวนของตลาดทุนโลกลงได้ระดับหนึ่ง และยังช่วยลดแนวโน้มเชิงลบต่ออุตสาหกรรมพลังงานที่มีผลต่อเศรษฐกิจหลายภาคส่วนในสหรัฐลงด้วย และแม้แต่อัตราเงินเฟ้อก็อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจที่ 1.9% ซึ่งใกล้แตะเป้าหมาย 2% ทุกขณะ
แม้แต่ความกังวลที่มีต่อจีนก็เริ่มบรรเทาลง หลังจากที่ทางการจีนยืนยันเสียงแข็งมาอย่างต่อเนื่องว่าสามารถจัดการปัญหาในบ้านให้พยุงการเติบโตไปพร้อมกับการเดินหน้าปฏิรูปได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังล็อตใหญ่ และไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงอย่างแน่นอน
ภาวะแวดล้อมเช่นนี้ จึงไม่มีข้ออ้างที่มากพอจะรั้งการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐได้อีก โดยปัจจัยลบของเศรษฐกิจโลกที่นำโดยจีน อาจส่งผลเพียงให้เฟดลดจำนวนครั้งการขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ลง จากคาดการณ์เดิมที่ 4 ครั้ง ลงเหลือ 2-3 ครั้ง
ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดยวอลสตรีทเจอร์นัล ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์ 76% เชื่อว่าเฟดจะทยอยขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง เริ่มตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นการเห็นพ้องเพิ่มขึ้นจากระดับ 60% ในการสำรวจเมื่อเดือน ก.พ. พร้อมคาดว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจะอยู่ที่ 0.88% ในปลายปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.25-0.5% และจะขยับขึ้นเป็น 2.13% ในปลายปี 2017 ที่เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ดีขึ้นกว่าวันนี้







