
กสิกรแนะธุรกิจบริหารค่าเงินผันผวน
โดย...บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
โดย...บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ออกมาตรการผ่อนคลายขนานใหญ่ และเหนือความคาดการณ์ของตลาด 3 เรื่อง
1.อัตราดอกเบี้ยสำคัญของ ECB ถูกปรับลดลงทั้ง 3 ตัว ลงสู่ระดับที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ซึ่งนอกเหนือการคาดการณ์ของตลาดเล็กน้อย เพราะดูเหมือนว่าในช่วงก่อนการประชุมรอบนี้ ตลาดจะให้ความสนใจเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของสถาบันการเงิน ซึ่งมติ ECB ที่ออกมาในรอบนี้ก็สอดคล้องกับที่ตลาดคาด โดยดอกเบี้ยเงินฝากถูกกดลงสู่ระดับที่ติดลบมากขึ้นที่ร้อยละ -0.40 จากร้อยละ -0.30
อย่างไรก็ดี ECB ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตัวสำคัญอีก 2 ตัว คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ที่ถูกปรับลดลงมาที่ร้อยละ 0.0 จากร้อยละ 0.05 และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ ECB เก็บจากสถาบันการเงินที่ลดต่ำลงมาที่ร้อยละ 0.25 จากร้อยละ 0.30 นอกเหนือการคาดการณ์ของตลาดเล็กน้อย
2.ECB เพิ่มวงเงินซื้อสินทรัพย์ต่อเดือนมากกว่าที่ตลาดคาด มาที่ 8 หมื่นล้านยูโร จาก 6 หมื่นล้านยูโร นอกจากนี้ ECB จะเริ่มเข้าซื้อหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) ที่มีอันดับน่าลงทุนตั้งแต่ไตรมาส 2/2559เป็นต้นไป ซึ่งสะท้อนว่า ECB ได้ขยายประเภทสินทรัพย์ที่ ECB จะซื้อให้ครอบคลุมไปถึงตราสารทางการเงินที่ออกโดยภาคเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ ทั้งนี้มาตรการซื้อสินทรัพย์ของ ECB นี้ จะเดินหน้าไปจนถึงเดือน มี.ค. 2560 ซึ่งก็เป็นกำหนดเวลาเดิมที่ ECB เคยประกาศไว้เมื่อเดือน ธ.ค. 2558 นอกเหนือการคาดการณ์ของตลาด
3.ECB เปิดโครงการ TLTRO II ซึ่งจะปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะเวลา 4 ปี เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2559 แต่โครงการ TLTRO รอบ 2 นี้ จะคิดดอกเบี้ยเทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 0 ในปัจจุบัน และอาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลงเทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สถาบันการเงินฝากไว้ที่ ECB ซึ่งมีค่าติดลบร้อยละ -0.40 ได้ตามความสามารถในการปล่อย
หากประเมินถึงระดับมาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่อยู่นอกเหนือการคาดการณ์ของตลาดในหลายๆ ส่วน ก็คงต้องยอมรับว่าการประชุมนโยบายการเงินของ ECB ในรอบนี้เป็นการทบทวนเครื่องไม้เครื่องมือเชิงนโยบายครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของธนาคารกลางแกนหลักของโลกในปีนี้ ตามหลังธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ที่ประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 3 อัตรา โดยมีอัตราต่ำสุดเป็นค่าติดลบที่ร้อยละ -0.10 เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2559 และธนาคารกลางจีน หรือ PBOC ที่ปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ลงมาที่ร้อยละ 17 และร้อยละ 16 ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และขนาดเล็กตามลำดับ เมื่อวันที่ 29 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้ตลาดจะค่อนข้างผิดหวังกับถ้อยแถลงของประธาน ECB ที่ระบุว่า ไม่เห็นความจำเป็นที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก แต่คาดว่าผลลัพธ์ที่จะมีต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนในช่วงหลังจากนี้อาจจะไม่แตกต่างไปจากสถานการณ์ที่เริ่มเห็นมาแล้วตั้งแต่ในช่วงท้ายๆ เดือน ม.ค. 2559 เป็นต้นมามากนัก ก็คือสัญญาณผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางชั้นนำหลายๆ แห่ง และความไม่แน่นอนในจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจทำให้มีเม็ดเงินต่างชาติบางส่วนทยอยไหลกลับเข้ามายังตลาดการเงินในภูมิภาคอีกระลอก (หลังจากที่ไหลออกไปในปีที่แล้ว) ซึ่งต้องยอมรับว่าพันธบัตรและหุ้นไทยก็น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกเพื่อกระจายพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยเป็นเงินรวมกันแล้วกว่า 5 หมื่นล้านบาท นับจากต้นปี 2559 ขณะที่เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 7 เดือนใกล้ๆ 35.10 บาท/เหรียญสหรัฐ
สำหรับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางชั้นนำของโลกในช่วงหลายเดือนข้างหน้านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สัญญาณของนโยบายการเงินจะยังคงโน้มเอียงไปในเชิงผ่อนคลาย ซึ่งเป็นภาพที่สอดคล้องกันมากขึ้น โดยขั้วของธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางจีน และธนาคารกลางอื่นๆ ในยุโรป จะเดินหน้าเครื่องมือผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งอาจจะมีผลในทางอ้อมต่อเฟดในการเลือกจังหวะ และ/หรือส่งสัญญาณเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะทำให้ตลาดตีความว่าเฟดตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีความเปราะบางอยู่มาก
ทั้งนี้ หากภาพดังกล่าวนำไปสู่กระแสเงินทุนไหลเข้าทางฝั่งเอเชียอย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งที่ภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญก็คือ การบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเห็นเงินบาทแข็งค่าทดสอบแนวต้านสำคัญทางจิตวิทยาที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ ได้ในระยะสั้น







