
แวดวงสงฆ์
สถานการณ์ของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน แสดงชัดเจนว่า คฤหัสถ์มีอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์เต็ม 100%
โดย...สมาน สุดโต
คฤหัสถ์ยังมีอำนาจปกครองสงฆ์
สถานการณ์ของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน แสดงชัดเจนว่า คฤหัสถ์มีอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์เต็ม 100% ทั้งๆ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 ได้ทรงถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขออำนาจการปกครองสงฆ์มาให้พระสงฆ์ปกครองกันเอง และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทาน เมื่อ พ.ศ. 2454
ในส่วนคณะสงฆ์ไทย ก็ภูมิใจที่รัฐบาลตราพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 เหมือนว่าให้ปกครองกันเอง แต่เอาเข้าจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อนายกรัฐมนตรีมีอำนาจจะทำหรือไม่ทำก็ได้ เช่น ไม่เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ทั้งๆ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เปิดทางไว้ให้เรียบร้อย โดยไม่ต้อง
ตีความใดๆ แต่ท่านนายกฯ ไม่เสนอชื่อทำให้เข้าใจได้ว่าคฤหัสถ์ยังมีอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ สวนทางกับพระราชดำริของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ดังที่ สุเชาวน์ พลอยชุม เรียบเรียงในหนังสือ สมเด็จพระมหา
สมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศ (หน้า 36-37) ดังนี้
ส่วนทรงปรับสถานภาพของคณะสงฆ์
ในปีรุ่งขึ้น หลังจากทรงได้รับมหาสมณุตมาภิเษก คือ พ.ศ. 2454 สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก็ทรงปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์ครั้งสำคัญ คือ ทรงชี้แจงแก่เสนาบดีกระทรวงธรรมการถึงผลเสียที่เกิดจากการที่คฤหัสถ์ปกครองคณะสงฆ์ดังที่เป็นมาในอดีต และเป็นอยู่ในขณะนั้น และได้ทรงแนะนำว่าควรจะถวายอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์แก่พระองค์ให้เป็นเด็ดขาด ฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เรียบร้อย เพราะพระด้วยกันย่อมเข้าใจเรื่องของพระด้วยกันดีกว่าคฤหัสถ์ซึ่งมิใช่พระ ดังความตอนหนึ่งในลายพระหัตถ์ ว่า
“แต่ก่อน คณะแยกกันครอง หรือบางสมัยมีสังฆราชก็เจริญอายุพรรษา มีอยู่ก็เป็นแต่เพียงกิตติมศักดิ์ กระทรวงธรรมการจำต้องทำหน้าที่สังฆราชฯ ผลเป็นอย่างไรบ้างฯ ไม่อาจว่าพระให้เรียบร้อยได้ เพราะไม่ได้เป็นพระด้วยกัน ไม่มีความรู้ในฝ่ายพระทั่วถึง ไม่รู้อัธยาศัยของพระแจ้งชัดฯ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่สามารถเพื่อจะระงับความเสียหายอันเกิดขึ้นแล้ว และเพื่อจะบำรุงให้ดีขึ้น ได้แต่ทำๆ ไปเช่นนั้น อย่างเดียวกับไล่หนังสือพวกรามัญ ผลที่มีก็คือความเสื่อมทรามของพระอันค่อยเป็นไปโดยลำดับฯ
ในเวลานี้ ได้ฉันเป็นสังฆราชขึ้น หน้าที่กระทรวงธรรมการจะปลดเปลื้องการพระสงฆ์ ที่ตนไม่ถนัดถวายฉันเสียให้เป็นเด็ดขาดจะเบาแรงเข้าและการจะดีขึ้น...ฯ”
หลังจากที่ได้ทรงมีลายพระหัตถ์ชี้แจงดังกล่าวแล้ว อีก 6 เดือนต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 “ได้ทรงมอบการทั้งปวงซึ่งเป็นกิจธุระพระศาสนาถวายแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้เป็นมหาสังฆปริณายก เพื่อทรงเป็นพระธุระปกครอง” ตั้งแต่เดือน ก.ย. ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455) เป็นต้นมา
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกของไทยที่ทรงปกครองคณะสงฆ์โดยตรงด้วยพระองค์เอง เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในสังฆมณฑลของไทย กล่าวคือเป็นการทำให้คณะสงฆ์หลุดพ้นจากการปกครองโดยคฤหัสถ์มาสู่การปกครองโดยพระด้วยกันเองเป็นครั้งแรก เป็นเหตุให้สมเด็จพระสังฆราชมีพระอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์โดยตรงแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน นับเป็นการปรับสถานภาพของคณะสงฆ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทย
เมื่อนายกรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องอ่านพระราชดำริสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แล้ว น่าจะคิดได้ว่าควรทำอย่างไร อย่าให้สังคมเข้าใจว่าคฤหัสถ์ยังมีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ ทั้งๆ ที่ถูกปลดปล่อยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2454 โน่นแล้ว







