posttoday
เมืองแห่งอนาคตย้ายลงทะเล

เมืองแห่งอนาคตย้ายลงทะเล

13 มีนาคม 2559

100 ปีถัดจากนี้ไป คน 11.3 พันล้านคน ต้องแบ่งที่อยู่บนโลกกัน เมืองใหญ่ๆ ของโลกถึงขีดจำกัดแล้ว

100 ปีถัดจากนี้ไป คน 11.3 พันล้านคน ต้องแบ่งที่อยู่บนโลกกัน เมืองใหญ่ๆ ของโลกถึงขีดจำกัดแล้ว ดังนั้นวิศวกรจึงกำลังพัฒนาที่อยู่อาศัยใหม่ขึ้นมานั่นคือ ตึกสูง 3 กิโลเมตร บ้านที่พิมพ์แบบ 3 มิติ และเมืองลอยน้ำ

ลองคิดถึงการอาศัยอยู่ในที่มืดลึกลงไปใต้ผิวน้ำ 200 เมตร หรืออยู่บนตึกสูงลิ่วต้านลมที่ชั้น 290 นักวางผังเมืองถูกบีบให้ใช้เทคนิคเท่าที่คิดได้ในการหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย แห้ง และอยู่ได้จริงสำหรับทุกๆ คนในอนาคต

สถาปนิกและวิศวกรจากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอน นำเสนอเทคนิคการวางผังเมืองแห่งอนาคต 10 รูปแบบ ซึ่งมีอยู่ 3 รูปแบบที่พวกเขาเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้อย่างยิ่งคือ เมืองลอยน้ำ ฟาร์มบนยอดตึก และตึกใต้ดิน วิธีการหลายอย่างมีอยู่แล้วในปัจจุบัน แต่ยังต้องการการปรับปรุงเพื่อรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในอนาคต การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ฯลฯ บางเมืองประชากรกำลังจะระเบิดล้นทะลักออกจริงๆ และในอีก 100 ปี เมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะคือเมืองลากอสในไนจีเรีย แอฟริกาตะวันตก ซึ่งมีประชากร 76 ล้านคน เทียบกับในปัจจุบันที่มี 21 ล้านคน

สหประชาชาติ บอกว่า โลกจะมีประชากร 11.3 พันล้านคน มาแย่งชิงทรัพยากรกันในปี 2115 แนวโน้มของการย้ายจากชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่จะได้รับความนิยมมากกว่าที่เคยเป็นมา นักวางผังเมืองจึงถูกบีบให้ต้องคิดนอกกรอบ พื้นที่และอาหารเป็นอุปสรรคสำคัญ สถาปนิกและวิศวกรจะต้องคิดถึงเรื่องนี้ในการออกแบบด้วย

ผู้เชี่ยวชาญ บอกว่า เราจะสามารถเลี้ยงคนทั้งโลกในอีก 100 ปีข้างหน้าได้ไหมขึ้นอยู่กับว่า เรากินอะไรกัน ในทุกวันนี้ การผลิตเนื้อแพงกว่าธัญพืชมาก ดังนั้น การใช้ทุ่งหญ้า เพื่อปลูกธัญพืชอาจเป็นคำตอบ ทว่ามันก็สร้างปัญหาใหม่นั่นคือ การขาดแคลนแหล่งน้ำจืดในแอฟริกาและเอเชีย การขาดแคลนน้ำจืดรุนแรงมากในประเทศอย่างจีนนักพัฒนากำลังจะเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืดด้วยการสร้างโรงกลั่นมหึมา อย่างไรก็ตามวิธีนี้แพงมหาศาล

การเกษตรในท้องถิ่นช่วยประหยัดทรัพยากร

ในเรื่องพื้นที่และอาหารนั้นเริ่มมีการพัฒนากันขึ้นมาแล้ว ในหลายพื้นที่มีการปลูกผักในเมือง ฟาร์มจิ๋วมีข้อได้เปรียบทางการเงินที่เห็นได้ชัด เพราะแหล่งผลิตอยู่ใกล้กับผู้บริโภค ทรัพยากรอย่างเช่นน้ำจำนวนมากก็สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก แต่อุปสรรคของอาหารในท้องถิ่นที่ปลูกในมหานครไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่เท่านั้น บ้านที่มีเรือนกระจกอยู่บนยอดตึกอาจเป็นทางออกได้ อาหารอาจอยู่บนที่สูง แต่ที่อยู่อาจลงไปอยู่ในที่ลึก เมืองหลายเมืองอาจขยายตัวไม่ได้ เนื่องจากติดภูเขาและผืนน้ำ แต่พื้นที่ใต้ดินและใต้ทะเลอาจใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศบีบให้เราลงน้ำ

โลกร้อนจะทำให้ดาวเคราะห์สีน้ำเงินของเรา ยิ่งมีพื้นที่ของ “สีน้ำเงิน” เพิ่มขึ้นไปอีก การทำนายในแง่ลบพบว่า ถ้าโลกร้อนต่อไปจนถึงปี 2100 น้ำทะเลจะสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 7 เมตร นั่นทำให้ 1 ใน 4 ของเมืองต่างๆ เช่น บอสตันและไมอามีทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐจมน้ำ ในนิวออร์ลีนส์ มีการพัฒนาเมืองลอยน้ำทั้งเมืองขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว นั่นไม่ใช่เหตุบังเอิญ เพราะพื้นที่ร้อยละ 75 ของเมืองเคยจมอยู่ใต้น้ำหลังจากที่เฮอริเคนแคทรีนาพัดผ่านในปี 2005

นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนิวออร์ลีนส์กำลังทดสอบฐานคอนกรีตลอยน้ำในถังยักษ์ที่มีคลื่นและกระแสน้ำแบบในมหาสมุทร เมืองลอยน้ำจะต้องต้านทานสิ่งเหล่านี้ได้ การอยู่บนผิวน้ำไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ในประวัติศาสตร์แล้ว เนเธอร์แลนด์เคยมีปัญหามากเรื่องน้ำท่วมราว 1 ใน 3 ของประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล เขื่อน และสถานีสูบน้ำช่วยป้องกันภัยพิบัติที่ร้ายแรงได้

ในตัวเมือง บ้านจำนวนมากที่ตั้งอยู่ใกล้กับคลองต้องรับมือกับอุปสรรคเฉพาะนี้ โดยฐานรากจะต้องกลวง ใช้คอนกรีตที่กันน้ำ ซึ่งทำให้บ้านปรับระดับขึ้น-ลงตามระดับน้ำได้

ขับรถไปทำงานเหนือเมือง

อีกความท้าทายหนึ่งคือ การทำให้ชีวิตประจำวันของคนในมหานครง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นักวางผังเมืองจึงคิดเรื่องเชื่อมการจราจรใหม่ ทุกวันนี้หลายๆ เมืองกำลังปรับสาธารณูปโภคเพื่อบรรเทาปัญหาจราจรในอนาคต ในหลายเมืองที่การจราจรไม่สามารถเชื่อมต่อบนดินหรือใต้ดินได้ นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นสะพานแบบใหม่ที่ใหญ่เท่าเมืองทั้งเมือง

นักวางผังเมืองกำลังอยู่ใต้แรงกดดัน พวกเขาต้องทำงานให้เร็ว หากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง 7 เมตร ในอีก 100 ปีข้างหน้า ก็เป็นเรื่องจำเป็นมากที่จะต้องค้นหาวิธีการอยู่อาศัยในรูปแบบใหม่ขึ้น

เมืองแห่งอนาคตย้ายลงทะเล

ตึกระฟ้าจูบเมฆ

ทุกวันนี้คำถามว่าจะสร้างตึกที่สูงลิบลิ่ว คือจะพุ่งขึ้นไปยังเมฆคิวมูลัสราว 2 กิโลเมตร เหนือพื้นดินได้หรือไม่นั้น ความท้าทายอยู่ที่เรื่องเงินมากกว่าเทคโนโลยี แม้กระทั่งพื้นผิวแบบรูพรุนก็เป็นอุปสรรคที่วิศวกรจัดการได้แล้ว ตึกเบิร์จคาลิฟาสูง 828 เมตร ในดูไบสร้างขึ้นบนทราย ฐานรากคอนกรีตแข็งแรงมีเสาเข็ม 192 ต้น ค้ำจุนไว้ เสาพวกนี้เจาะลึกลงไป 50 เมตร ในพื้นดิน

ตึกสูงถัดไป ได้แก่ คิงดอมทาวเวอร์ในซาอุดิอาระเบีย ซึ่งจะสูง 1 กิโลเมตร เมื่อเสร็จสิ้นในปี 2019 แต่จะไม่ใช่ตึกสุดท้าย เพราะตึกสูง 1.6 กิโลเมตร อาจกลายเป็นความจริงในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า โลกจะได้เห็นตึกสูง 1.6 กิโลเมตร ในอีก 40 ปีข้างหน้า ถ้าแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ในปี 2115 อาจมีตึกสูง 3 กิโลเมตรเกิดขึ้น

เมืองแห่งอนาคตย้ายลงทะเล

 

ติดตามต่อในนิตยสารไซแอนซ์ อิลลัสเตรเต็ด ฉบับเดือน มี.ค. 2016

1.นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต เมื่อ 351 ปีก่อน โรเบิร์ต ฮุก (Robert Hooke) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้มองผ่านกล้องจุลทรรศน์ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นและเห็นโลกขนาดจิ๋วใบ
ใหม่อยู่ในนั้น เขาเป็นคนแรกที่สังเกตและอธิบายหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่เขาตั้งชื่อว่า “เซลล์” (Cell) นับตั้งแต่นั้นมา นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ศึกษาทุกแง่มุมของเซลล์ จนสามารถสร้างอวัยวะเทียมจากเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ (Stem Cell) และค้นพบรหัสลับของชีวิตอย่างดีเอ็นเออีกด้วย

2.อุบัติการณ์แห่งฝน กรุงลอนดอนจะมีรายงานอากาศที่แม่นยำที่สุดในโลก ด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง สามารถพยากรณ์ได้เป็นรายถนนจึงช่วยชีวิตผู้คน และเกิดประโยชน์ทางการเงินอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท