
การเติบโต : ความตระหนักรู้กับระบบตรวจสอบ
น้ำดี (นามสมมติ) เป็นลูกสาวคนที่สามของครอบครัวชนชั้นกลางในต่างจังหวัด น้ำดีก็เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป
โดย...ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ เครือข่ายพุทธิกา budnet.org
น้ำดี (นามสมมติ) เป็นลูกสาวคนที่สามของครอบครัวชนชั้นกลางในต่างจังหวัด น้ำดีก็เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไปชอบที่จะสนุกสนาน ใช้เวลานอกบ้านเที่ยวสนุกกับเพื่อน เรียนหนังสือปานกลาง พ่อแม่พยายามว่ากล่าวตักเตือน เธอก็เชื่อฟังบ้างไม่เชื่อฟังบ้าง กระทั่งวันหนึ่งเธอบ่นปวดหัวอย่างรุนแรง หมอตรวจพบก้อนเนื้องอกในสมองและจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน ซึ่งก็มีความเสี่ยงสูงว่าจะเป็นเจ้าหญิงนิทรา แต่ถ้าไม่ผ่าตัดเนื้องอกก็จะกดทับระบบการทำงานของสมองและเสี่ยงที่จะเป็นเนื้อร้าย เธอจำได้ว่าภาพที่เธอจำได้คือ พ่อกับแม่ร้องไห้ราวหัวใจจะขาด น้ำดีไม่เข้าใจความหมายของเรื่องราวตอนนั้นนัก เธอจำได้เพียงว่าการผ่าตัดเป็นไปด้วยดี เธอสามารถกลับมาเรียนต่อใช้ชีวิตตามปกติได้พอสมควร แม้ร่างกายจะไม่แข็งแรงแบบเดิม การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี คือเธอตั้งใจเรียนมากขึ้น เธอเห็นความรัก ความใส่ใจที่พ่อแม่มีต่อเธอ เธอสงสัยว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงนี้เธออาจมองข้าม มองไม่เห็นความรัก ความใส่ใจที่พ่อแม่มีต่อเธอ แต่ตอนนั้นเธอทำไปโดยไม่ได้ตระหนักรู้อะไรมากนัก คงเพราะสามัญสำนึกมากกว่า
หลายปีผ่านไป น้ำดีมีชีวิตครอบครัวของเธอเอง เธอสูญเสียลูกคนแรกหลังการคลอดได้ไม่นาน ความทุกข์ความเจ็บปวดในจิตใจทำให้เธอเข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่มากขึ้น สิ่งสำคัญเธอตระหนักรู้มากขึ้นถึงการมีความหมาย มีคุณค่าในตนเอง ตระหนักรู้ว่าการมีอยู่ของตนเองมีความหมายต่อพ่อแม่เพียงใด เหมือนกับที่ลูกจากไปมีความหมายต่อเธอ บทเรียนการสูญเสียลูกทำให้เธอตระหนักชัดขึ้นว่าการกระทำของเธอมันมีความหมายและผลกระทบต่อคนอื่น คนรอบตัวมากมายเพียงใด
แต่ละคนต่างมีเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เหตุการณ์นั้นๆ เราอาจจะเรียกว่าเป็น ปัญหา โอกาส ความเสี่ยง ภัยคุกคาม ฯลฯ เราอาจเรียกมันอย่างไรก็ได้ขึ้นกับมุมมอง การตีความและการให้ความหมายต่อเรื่องราว เหตุการณ์นั้นๆ หลายเรื่องราวผ่านเข้ามาและเราอาจพบว่ามันเป็นเหตุการณ์ซ้ำๆ นั่นเพราะความเป็นตัวเราที่ยังขาดความสามารถในการรับมือและก้าวข้ามโจทย์ชีวิตข้อนี้
การมีความตระหนักรู้ในตนเอง ในความสัมพันธ์และในบริบทชีวิต ช่วยให้เราตื่นรู้ สามารถทำความเข้าใจเรื่องราวจากมุมมองที่แตกต่าง และมองเห็นทางเลือกที่แตกต่างจากเดิม ปราศจากความตระหนักรู้ สิ่งที่เราคิด เราเชื่อ เรายึดถือก็จะมีแต่ฐานประสบการณ์ความคุ้นเคยเดิมๆ ความเชื่อ ทัศนคติแบบเดิม สิ่งเหล่านี้อาจมีความสามารถช่วยเรารับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริบทเรื่องราวแตกต่างออกไป เครื่องมือเดิมๆ อาจใช้ไม่ได้ผล โจทย์ใหม่ที่เข้ามาต้องการแนวทางการรับมือแบบใหม่ ซึ่งนั่นหมายถึงการต้องอาศัยความตระหนักรู้
น้ำดีมักคิดและเชื่อเองเสมอว่าเธอไม่มีอะไร เธอทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ผลลัพธ์ไม่แตกต่างกันนัก น้ำดีเป็นคนธรรมดา ด้วยอาชีพพยาบาลทำให้เธอมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลคนเจ็บไข้ได้ป่วย บางครั้งเธอก็ทำงานด้วยความตั้งใจ แต่หลายครั้งเธอก็หงุดหงิด ก้าวร้าวกับคนไข้บางกลุ่ม บางครั้งเธอทำงานดูแลคนไข้ด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว แต่บ่อยครั้งเธอก็พยายามทำหน้าที่และมีเมตตาต่อคนไข้พอสมควร ยามใดที่เธอมีสติ มีความตระหนักรู้ เข้าใจตนเองและคนรอบข้างเธอก็ปกป้องตนเองจากนิสัยคุ้นเคยเชิงลบของตนเองได้ และสามารถทำงานด้วยความเมตตากรุณาต่อคนรอบตัวและตนเองได้ ชีวิตของหลายๆ คนก็ไม่แตกต่างจากน้ำดี สิ่งที่แตกต่างอาจจะเป็นบทบาทหน้าที่ ขอบเขตอำนาจ แวดวงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง และคนคนนั้นควบคุมด้านที่ชั่วร้ายของตนเองได้หรือไม่
การมีอำนาจในมือ บทบาทหน้าที่ เช่น ข้าราชการ ผู้พิพากษา ทหาร ตำรวจ หรือครูอาจารย์ แพทย์ พยาบาล หมายถึงการมีความสามารถในการเคลื่อนย้ายทรัพยากร การทุจริตคอร์รัปชั่นโดยโยกย้ายทรัพยากรส่วนรวมมาเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตนเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายด้วยอำนาจที่มีอยู่ในมือ พร้อมกับการสร้างผลกระทบต่อสังคมใหญ่ด้วยกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนตนก็ทำได้ด้วยการมีอำนาจในมือ ปราศจากความตระหนักรู้ในชีวิต ในความสัมพันธ์ ในบริบทรอบตัว ความเชื่อเดิมๆ ก็จะพาไปสู่การรับมือแบบเดิมๆ
ยิ่งเรามีอำนาจมากเพียงใด ความจำเป็นในการมีสำนึกรู้ ตระหนักรู้ในตนเองถึงตนเองและผลกระทบจากการกระทำของตนยิ่งมีความสำคัญมากเท่านั้น ยิ่งหากเราเป็นผู้นำของประเทศ มีอำนาจที่สร้างผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบกับผู้คนในสังคม การมีสำนึกและตระหนักรู้ในอำนาจ การมีสติปัญญา รวมถึงการมีจริยธรรมยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอำนาจชวนให้เราหลงทางเสมอๆ และเพื่อที่จะปกป้องและควบคุมด้านของความหลงในอำนาจ ความชั่วร้ายที่มีอยู่ในเราทุกคน การมีระบบตรวจสอบ การมีความโปร่งใส การเปิดโอกาสได้สำรวจตรวจสอบก็เพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือตัวเราให้สามารถควบคุมด้านที่ชั่วร้ายของตนเองที่มีอยู่และทำงานเงียบๆ ในตัวเราจึงมีความสำคัญเช่นกัน
ระบบในที่ทำงานช่วยให้น้ำดีทำงานด้วยความรับผิดชอบ สำนึกและความตระหนักรู้ทำให้น้ำดีทำงานด้วยการเข้าใจตนเอง เข้าใจความหมายและคุณค่าการกระทำของตน ผู้นำประเทศก็ต้องการระบบกลไกตรวจสอบเพื่อปกป้องด้านที่ชั่วร้ายของตนไม่ให้มีโอกาสแสดงออก และสำนึกรู้ ตระหนักรู้ก็ช่วยให้ผู้นำประเทศเข้าใจได้ว่าเพราะอะไรจึงต้องการมีระบบตรวจสอบ
ความตระหนักรู้ช่วยให้เราทำสิ่งที่ดี มีคุณค่าในตนเอง ในสัมพันธภาพและบริบท พร้อมกับการมีระบบตรวจสอบก็เพื่อช่วยเราปกป้องความหลงในอำนาจ หลงในความเชื่อว่าเราทำดี เพราะแท้จริง คนที่ทำดี คือคนที่ควบคุมดูแลด้านที่ชั่วร้ายของตนเองได้







