posttoday
ข้อคิดคนรุ่นใหม่

ข้อคิดคนรุ่นใหม่

13 มีนาคม 2559

เด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีความต้องการที่จะเป็นสตาร์ทอัพ หรือเจ้าของธุรกิจด้วยแนวคิดไม่อยากเป็นลูกจ้าง

เด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีความต้องการที่จะเป็นสตาร์ทอัพ หรือเจ้าของธุรกิจด้วยแนวคิดไม่อยากเป็นลูกจ้าง และอยากเป็นนายตัวเองมากกว่าจะยอมให้ใครมาออกคำสั่ง ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ไม่จริงเสียเลย กระทิง พูนผล ได้ให้คำนิยามและแนวความคิดสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแบบนี้ว่า

“ผมเคยผ่านจุดที่เป็นสตาร์ทอัพมาก่อน ซึ่งตอนนั้นทำแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับการเช็กอินแบบโลเกชั่นเบส ระดมทุนก้อนแรกได้มากกว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และติดอันดับท็อปเทนกูเกิลในตอนนั้น ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จได้ ทุกคนในทีมต้องมีความตั้งใจและขยันสูงมาก ไม่เหมือนการทำงานประจำที่เราจะมีเงินเดือนแน่นอน แต่ต้องพยายามมากกว่าการทำงานให้เสร็จไปในแต่ละวัน”

การทำงานในรูปแบบของสตาร์ทอัพนั้น จะต้องมีความคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะสตาร์ทอัพไม่ใช่เอสเอ็มอี แต่ต้องคิดและทำงานหนักมากกว่าสิบเท่า ต้องโตเร็วมากกว่าธุรกิจทั่วไปและโซลูชั่นจะต้องดีกว่าเดิม เพราะเทคโนโลยีจะต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในสังคมแบบเดิมๆ

“การที่ผมเปิดโรงเรียนสอนสตาร์ทอัพหรือ Disrupt University นั้น เพราะต้องการให้คนรุ่นใหม่หรือคนที่อยากเข้ามาทำธุรกิจแนวใหม่นี้รู้ว่าตัวเองจะเริ่มต้นอย่างไร แนวคิดเกี่ยวกับการทำงานแบบสตาร์ทอัพควรจะมีทิศทางอย่างไร และหาเงินทุนเริ่มต้นจากแหล่งใด ถือว่าเป็นแนวทางตั้งแต่ริเริ่มความคิดจนทำให้ตั้งตัวได้ เพราะเรื่องนี้ยังถือว่าใหม่ในไทยอย่างมาก”

ธุรกิจที่กระทิงสอนจนประสบความสำเร็จไปแล้ว ที่หลายคนรู้จัก ได้แก่ เคลมดิ (Claim di) แอพพลิเคชั่นเคลมประกันสำหรับลดปัญหาการส่งเคลมขณะเกิดอุบัติเหตุ สต็อกเรดาร์ (Stockradars) แอพพลิเคชั่นเช็กข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นที่กำลังโตในธุรกิจฟินเทค ถามครู (TaamKru) แอพพลิเคชั่นการศึกษาสำหรับเด็กประถมต้นที่โด่งดังไปทั่วเอเชีย และไพรซ์ซ่า (Priceza) เว็บไซต์เช็กและเปรียบเทียบราคาสินค้าทุกประเภท เป็นต้น

“เทคโนโลยีสมัยนี้โตเร็วมาก แต่เราสามารถเรียนรู้กันได้ เพราะแนวคิดสำหรับสตาร์ทอัพนั้น ต้องมองปัญหาให้เป็น โดยสิ่งสำคัญของการเป็นสตาร์ทอัพ คือ การคิดหาทางออกที่ดีกว่าวิธีการแบบเดิม (Better Solution) และต้องมองการเติบโตเพิ่มขึ้นสิบเท่า ถือว่าต่างจากธุรกิจแบบเอสเอ็มอี นักพัฒนาควรมองโจทย์เริ่มต้นก่อนว่าเหมาะจะเป็นสตาร์ทอัพหรือเอสเอ็มอีมากกว่ากัน”

การเติบโตของสตาร์ทอัพจะต่างจากเอสเอ็มอีตรงที่จะต้องโตมากกว่าสิบเท่าและต้องเร็วมากกว่าสิบเท่า เพราะนักลงทุนไม่ได้มีเวลารอเงินปันผลจากธุรกิจได้นาน 10 ปี ทำให้แต่ละปีจะโตครั้งละ 10% ไม่ได้ แต่ต้องเร่งให้เร็วและมากกว่า 90% จึงเห็นการระดมทุนบ่อยครั้งของธุรกิจสตาร์ทอัพในทุก 1-2 ปี และจะต้องมีผลตอบแทนให้นักลงทุนภายในเวลาที่ตกลงสัญญากันไว้ให้ได้

“การสร้างสตาร์ทอัพให้เติบโตต้องเปลี่ยนแนวคิดให้ต่างออกไปก่อน จึงจะสร้างการเติบโตได้ เอสเอ็มอีอาจจะใช้เงินลงทุนค่อนข้างเยอะ ในขณะที่สตาร์ทอัพใช้เงินน้อยกว่า เพราะรู้จักใช้เทคโนโลยีมาปรับใช้ได้ดีมากกว่า คนจะต่อต้านและไม่กล้าเริ่มนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้แก้ปัญหาเพราะคิดว่ายาก แต่ที่จริงไม่ได้ยากขนาดนั้น

“ยกตัวอย่างเช่น แกร็บแท็กซี่หรืออูเบอร์ที่ทำแอพพลิเคชั่นเรียกรถส่วนตัวและแท็กซี่ผ่านแอพ ถามว่าสตาร์ทอัพต้องลงทุนเปิดอู่เช่ารถหรือไม่ และต้นทุนในการทำธุรกิจก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น นอกจากงบการตลาดที่จะทำโปรโมชั่นหรือประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก ที่เหลือเป็นการเอาความคิดมาเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีทั้งสิ้น”

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็นสตาร์ทอัพนั้น อยากให้เริ่มคิดจาก 5 ข้อคิด ดังนี้ 1.เปลี่ยนแนวคิดซะ สตาร์ทอัพไม่ใช่งานที่เงินสบาย รายได้ดี ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ตอนผมเป็นสตาร์ทอัพต้องคิดตลอด เวลาพักผ่อนมีแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น 2.อย่าคิดว่าสตาร์ทอัพเป็นอาชีพอิสระ เพราะที่จริงแล้วมีภาระมหาศาลและอาจจะแย่กว่าเอสเอ็มอีด้วยซ้ำในช่วงตั้งต้น 3.ในระยะ 6 เดือนแรกมีโอกาสล้มเหลวถึง 50% ต้องอดทนรับความเสี่ยงและมีความหลงใหล (Passion) ในสิ่งที่ตั้งใจและไม่ท้อ 4.ค้นหาคนที่มีแนวความคิดในการทำงานทิศทางเดียวกัน มีทักษะเสริมกัน สามารถที่จะทำงานเยี่ยงควายได้ แม้รายได้จะไม่ดี 5.อย่ามองแค่การระดมทุน จงสร้างสินค้าที่ผู้ใช้งานรักและหลงใหล ยอมจ่ายเงินแบบไม่มีข้อแม้

หากทำไม่ได้ทั้ง 5 ข้อนี้ อาจต้องกลับมาย้อนคิดว่าคุณอาจจะเหมาะเป็นพนักงานบริษัท หรือทำธุรกิจเอสเอ็มอีมากกว่าเป็นสตาร์ทอัพ เพราะการเริ่มต้นทำสิ่งใดต้องมองแนวคิดตัวเองให้ขาด แต่อย่ากดดันตัวเอง และอย่าให้ใครมากำหนดขอบเขตความฝัน ต้องฝันให้ใหญ่กว่าความสามารถปัจจุบันที่ตัวเองทำได้จนตัวเองกลัว เพราะถ้าทำสำเร็จ เราจะอดทนต่ออุปสรรคใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท