
สิ่งที่เรียกว่า‘ชายชาติทหาร’
หลายคนเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ “รักทหาร” ซึ่งคนที่ฉลาดทั่วๆ ไปน่าจะพูดว่า “รักจริงหรือ?”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
หลายคนเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ “รักทหาร” ซึ่งคนที่ฉลาดทั่วๆ ไปน่าจะพูดว่า “รักจริงหรือ?” แต่คนที่ฉลาดกว่านั้นควรจะพูดว่า “รักอย่างไร?” ส่วนคนที่ฉลาดที่สุดจะต้องพูดว่า “รักทำไม?”
การที่มีการรัฐประหารหลายๆ ครั้ง แล้วมีคนออกมาต่อต้านน้อยมาก โดยเฉพาะการใช้กำลังเข้าต่อต้าน รวมถึงที่มีคนแสดงอาการชื่นชมในทุกๆ ครั้งหลังที่มีการยึดอำนาจ และไม่เห็นว่าใครที่คิดจะต่อสู้กับทหารนั้นประสบความสำเร็จ อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ทหารคิดว่าคนไทยนั้นรักทหารมากกว่าที่จะเกลียดชังหรือคิดแค้น
คำถามแรกคือ ‘คนไทยรักทหารจริงหรือ?’
คำถามนี้ต้องตอบด้วยปรัชญาของความรัก ที่มีคนให้คำตอบอย่างเห็นพ้องต้องกัน ทั้งในหมู่ปราชญ์ต่างๆ และผู้ที่เคยมีประสบการณ์และรู้จักความรักมาพอสมควร ว่า “รักแท้” นั้นก็คือ “ความเสียสละและความซื่อสัตย์จริงใจ” ถ้าเปรียบคนไทยกับทหารเป็นคู่รักกัน ก็ต้องถามว่าทั้งสองฝ่ายเสียสละและซื่อสัตย์จริงใจต่อกันจริงหรือไม่ หรือว่าแรกๆ ก็รักกันดี แต่นานไปก็เริ่มเห็นแก่ตัว เอาประโยชน์จากอีกฝ่ายหนึ่ง หรือไม่สามารถทำให้ได้อย่างที่เคยรับปากไว้ ไม่มีความจริงใจ เริ่มโกหกหลอกลวง อย่างนี้ก็ไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ซึ่งเราทั้งหลายคงจะได้คำตอบตรงนี้บ้างแล้ว
คำถามต่อมา ‘คนไทยรักทหารอย่างไร?’
ผู้เขียนขอใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่ที่ทหารได้ร่วมอยู่ในคณะราษฎรและเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ร่วมกับข้อมูลในการทำรัฐประหารทุกครั้งมาจนถึงวันที่ 22 พ.ค. 2557 ตอบคำถามนี้ได้ว่า คนไทยหวังพึ่งทหารมาโดยตลอด แต่ทหารก็ทำเสียของมาครั้งแล้วครั้งเล่า บางครั้งก็ทำตัวเป็น “ท.ทหารขึงขัง” คือจะเป็นเผด็จการเอาให้จริง แต่ก็ไปสะดุดการทุจริต จนถูกขับไล่และยึดทรัพย์ บางครั้งก็ทำตัวเป็น “ท.ทหารอดทน” คิดสร้างประชาธิปไตย ให้เสรีภาพ แต่ก็ไปไม่เป็นเพราะไม่ใช่นิสัยจริงๆ ของทหาร แต่กระนั้นผู้เขียนก็เชื่อว่าคนไทยก็ยังจะพึ่งทหารไปอีกนาน เช่นเดียวกันกับที่ทหารคิดมาตลอดว่า ถ้าประเทศไทยไม่มีทหารก็คงไม่เหลือรอดมาอย่างนี้ (ฟังที่ทหารใหญ่ท่านชอบพูดว่า “ขอให้มองย้อนไปก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 ว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร” มีใครสะเทือนใจบ้างไหม)
คำถามสุดท้าย ‘คนไทยรักทหารทำไม?’
ถ้าตอบด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างในคำถามก่อนหน้านี้ ก็คงตอบได้ทันทีว่า “ก็ไม่รู้จะพึ่งใคร” แต่ถ้าใช้ข้อมูลที่ลึกซึ้งกว่านั้นด้วยหลักวิชาด้านพฤติกรรมศาสตร์ ก็จะเห็นถึงการหล่อหลอมเข้าด้วยกันของชนชั้นนำของไทยกับนายทหาร จนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า “วัฒนธรรมการพึ่งพิง” แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า การเมืองไทยที่มัน “วนเวียน” อยู่กันไปแบบนี้ ก็เพราะ “นักการเมืองร่วมมือกันกับทหารปกครองประเทศไทย”
ทหารในตอนแรกก็ร่วมมือกับคณะราษฎร แต่ต่อมาก็คิดสร้างอาณาจักรของทหารขึ้นมาในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาจนถึงยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ จอมพลถนอม กิตติขจร เอาเข้าจริงก็ไปไม่รอด ต้องจบเห่ลงในเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 แม้ทหารจะคืนสู่อำนาจได้ในเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 แต่ก็ “เหนียมอาย” ต้องหลบไปเป็นเปลือกหอยให้พลเรือนอยู่ระยะหนึ่ง จนเห็นว่ารัฐบาลเนื้อหอยนั้น
จะพาประเทศเข้ารกเข้าพง จึงออกมายึดอำนาจเงียบแล้วครองอำนาจต่อมาด้วยรัฐธรรมนูญ 2521 ซึ่งในช่วงรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ระหว่างปี 2523-2531 นี้แหละที่นักการเมืองต้องก้มหัวให้แก่ทหารอย่างศิโรราบ
จะมีมาเสียท่าก็ตอนที่ทหารถูกนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง “หลอกอุ้ม” ในปี 2535 ที่สุดก็ถูกพลังประชาชนอีกฝ่ายหนึ่งโค่นลงในเดือน พ.ค.ปีนั้น แต่พอฝ่ายประชาชนคิดจะปกครองตนเองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ก็เกิดมี “นักการเมืองผู้วิเศษ” พลิกแพลงสร้างฐานอำนาจขึ้นมาอย่างน่ากลัว ในที่สุดก็ต้องหันไปพึ่งทหารให้มายึดอำนาจในวันที่ 19 ก.ย. 2549 เช่นเดียวกันกับการรัฐประหารในวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่คนไทยส่วนหนึ่งได้ไปอ้อนวอนทหารให้มาช่วยแก้ปัญหา อย่างที่ท่านกำลังลำเลิกบุญคุณพวกเราอยู่ขณะนี้
สรุปว่าบ่อยครั้งที่คนไทย ‘หลง’ ทหาร มากกว่าที่จะ ‘รัก’
คำว่า “หลงทหาร” ผู้เขียนขอบรรยายด้วย “คำสารภาพของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” ครั้งที่เคยสนับสนุน พล.อ.เปรม ในปี 2523 ที่ช่วยยกมือหนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ “อุ้มชู” มาอย่างอดทน กระทั่งสื่อมวลชนในยุคนั้นนำการเอาตัวไปแอ่นรับปัญหาและปกป้อง พล.อ.เปรม อย่างแข็งขันของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ไปเทียบเคียงกับชีวิตของตัวเอกซีรี่ส์ญี่ปุ่นอันโด่งดังในยุคนั้นในเรื่อง “โอชิน” กระทั่งเมื่อเห็นว่า พล.อ.เปรม ได้สร้างปัญหาและไม่สามารถจัดการเรื่องความวุ่นวายในสภาและในกองทัพ (บ้างก็ว่าในองค์กรและสถาบันอื่นๆ ด้วย) เกิดกระแส “เบื่อป๋า” แล้วก็มีคณะนักวิชาการ 99 คนถวายฎีกา ในปี 2530 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ถอยตัวออกมา เลิกลุ่มหลง พล.อ.เปรม อย่างที่ท่านได้ปรารภกับคนใกล้ชิดว่า
“รู้จักกับทหารมาหลายคน อย่าง จอมพล ป.นี้ก็น่ารักมาก มีความคิดดี เป็นนักประชาธิปไตย เพียงแต่ในยุคก่อนสิ้นอำนาจ ท่านไปเชื่อลูกน้องที่เป็นทหารแบบคิดเอาแต่ประโยชน์มากไปหน่อย จอมพลสฤษดิ์ก็ดูขึงขัง แต่ก็พังด้วยกิเลสตัณหาแบบมนุษย์สามัญ จอมพลถนอมก็มีบุญ เป็นคนรักลูกน้องและครอบครัว ก็เลยมองอะไรๆ แคบไปหน่อย
พล.อ.เปรม นี่รักแบบแม่ยกจริงๆ รูปหล่อ มาดดี แต่งตัวอะไรก็สวย ร้องเพลงก็เพราะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าท่านจะใจโลเล รักง่ายหน่ายเร็ว พอกิจสังคมมีปัญหาท่านก็ไม่ออกมาปกป้อง ตอนหลังก็ต้องมาง้อพรรคกิจสังคมเข้าไปใหม่ ส่วนตัวแล้วไม่เคยโกรธหรือเกลียดท่าน แต่รับไม่ได้ที่ท่านไม่เป็นหลักเป็นฐานให้บ้านเมือง นิ่งๆ อยู่ให้คนอื่นมาแสวงหาประโยชน์
นี่ถ้าเจดีย์ไม่ถูกบางคนกำลังขุดเอาพระเครื่อง ผมก็คงจะหลงอุ้มท่านไว้ต่อไป”
อุปมาอุปไมยหลังสุดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นี้ลึกซึ้งนัก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ท่านต้องร่วม “เบื่อป๋า” ไปด้วย ซึ่งผู้เขียนก็อยากให้คนไทยมองทหารให้ “กว้างและลึก” กว่าที่เป็นอยู่ อย่าให้ความลุ่มหลงมาทำลายสิ่งที่เรียกว่า “ชายชาติทหาร” พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ทหารมีประโยชน์ในการใช้กำลัง การปราบอริราชศัตรู แต่ไม่เหมาะที่จะให้มาพัฒนาหรือปกครองประเทศ
ที่ต้องใช้สติปัญญา ความเสียสละ และซื่อสัตย์จริงใจ







