posttoday
ทุบสถิติ...ปรับทัศนคติ 7 ครั้ง แขกประจำ คสช.

ทุบสถิติ...ปรับทัศนคติ 7 ครั้ง แขกประจำ คสช.

13 มีนาคม 2559

พิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นหนึ่งในนักการเมืองซีกพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสได้พบกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากที่สุด

พิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นหนึ่งในนักการเมืองซีกพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสได้พบกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากที่สุด ที่บอกว่ามีโอกาสได้พบกับ คสช.นั้นไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แต่พบในฐานะที่ถูก คสช.เชิญไปปรับทัศนคติความเห็นต่างทางการเมืองและมุมมองด้านเศรษฐกิจจากที่ออกมาแสดงความคิดเห็นจนไม่กริ่งเกรงอำนาจทหาร

ณ เวลานี้ พิชัยทำสถิติเข้ารับการปรับทัศนคติจาก คสช.ไปแล้ว 7 ครั้ง เจ้าตัวพูดขำๆ กับโพสต์ทูเดย์ว่า “ไม่รู้หลังจากนี้จะถูกเชิญเป็นครั้งที่แปดหรือเปล่า” จากนั้นก็เริ่มเล่าถึงบรรยากาศในค่ายทหารระหว่างการปรับทัศนคติแต่ละครั้งให้ฟัง

“ครั้งที่ 1 คือช่วงรัฐประหาร ตอนนั้นก็โดนเรียกกันไปอยู่แล้ว ก็โอเค เขาดูแลดี มีอาหารทะเลกินด้วย มื้อเช้ามีทั้ง โจ๊ก ปาท่องโก๋ กาแฟ ขนมครก กลางวันยังมีสตาร์บัคส์เลย ครั้งที่ 2 ผมไปวิจารณ์เรื่องพลังงาน เรื่องน้ำมัน หลังจากนั้นก็มีทหารในกองทัพภาคที่ 1 เรียกไปคุย แล้วบอกว่าที่วิจารณ์นั้นมันไม่ใช่ ทั้งที่เขายังไม่รู้เลยว่าผมพูดอะไรไป ซึ่งจริงๆ ผมวิเคราะห์หลายเรื่อง

“ผมชี้แจงกับนายทหารท่านนั้นไปว่า ที่ผมพูดคือเศรษฐกิจจะแย่ นายทหารท่านนั้นจึงท้าพนันผมเลย ถ้าไม่แย่คนละพันไหม แล้วผมก็รับคำท้าว่าเอาเลย ผมอยากเสียพนันพันนึง นายทหารก็บอกว่าคุณกระจอกไม่รู้เรื่องหรอก แล้วผมก็บอกว่าผมพูดแล้วอีก 3 เดือนมาดูกันว่ามันจะแย่หรือเปล่า สุดท้ายมันก็แย่จริงๆ”

ครั้งที่ 3 พิชัย เล่าว่า “อยู่ดีๆ เขาก็มาเชิญผมไป แล้วบอกว่าไปกินกาแฟกันหน่อย อยากกินกาแฟด้วยกัน ผมจึงเชิญเขามาที่โรงแรมกลางใจเมืองแทน แต่เขาก็ไม่มา บอกว่าไม่รู้จัก เมื่อถึงเวลาเขาก็โทรมาเชิญไปที่สโมสรทหารบก วันนั้นผมพาเพื่อนไปด้วย เพราะคิดว่าไปกินกาแฟเฉยๆ แต่พอถึงเวลาจริงเขาก็พาทีมงานมานั่งฟังผมด้วย ให้พูดเรื่องเศรษฐกิจ แล้วก็ถามว่าจะเอาใครมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เขาก็บอกชื่อมาหลายคน การคุยวันนั้นเป็นชั่วโมงเลย แล้วก็มีคนมาจดรายละเอียด แล้วก็บอกให้ผมพูดน้อยๆ ลงหน่อย

“ครั้งที่ 4 มีทหารยศพันโทมาหาที่บ้าน พร้อมด้วยรถฮัมเมอร์แบบทหารมาด้วย แล้วผมก็ชี้แจงว่าให้ไปอ่านดูว่าที่ผมพูด ไม่เคยพูดถึงทักษิณสักคำ มีแต่พูดว่าประเทศจะเดินไปยังไง แก้ปัญหาเศรษฐกิจยังไง ดูครอบครัวบ้านพี่สิว่าลำบากไหม บ้านขายของไหม คนเราต้องรับความจริง ผมไม่ได้จะไปกล่าวหาซี้ซั้ว แล้วเขาก็เออออกลับไป แล้วก็ถ่ายรูปไป”

พิชัย เล่าอีกว่า “จากนั้น 2 อาทิตย์ มาอีกเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นส่วนของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) คราวนี้เรียกไปที่สโมสรทหารบก มีนายพล 7-8 คนเลย แล้วมีพันเอก อีกเป็นสิบๆ คน แล้วเขาให้ผมอธิบายสภาพเศรษฐกิจ หลังจากที่ผมไปให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่า ‘อย่ากดทุกอย่างให้นิ่ง แล้วประชาชนจะอดอยาก’ แปลว่าอะไร แล้วก็อธิบายว่าถ้าจำกัดสิทธิทุกคนที่วิจารณ์ ไม่ให้คน
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ประเทศจะเดินหน้าได้ยังไง

“ผมอธิบายสภาพเศรษฐกิจอย่างละเอียด ทหารก็บอกว่า พี่พูดดีมากเลย พี่ทำรายงานให้ผมหน่อยได้ไหม แล้วจะเอาไปให้นายกฯ ผมจึงบอกว่าที่พูดไป ชั่วโมงสองชั่วโมงที่แล้ว ที่อัดวิดีโอไว้ก็เอาไปให้นายกฯ ดูสิ จะได้รู้ว่าผมพูดอะไร ถ้าพูดผิดผมก็เสียคนเอง จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ก็เชิญไปออกรายการโทรทัศน์เดินหน้าประเทศไทย

“อีกสักเดือนกว่าๆ ก็ถูกเรียกไปครั้งที่ 6 คราวนี้ยังเรียกไปให้อธิบายเรื่องเศรษฐกิจอีกเหมือนเดิม ก็ไปคุยว่าจะเดินหน้าอย่างไร หลังจากอธิบายเสร็จ ทหารก็บอกให้ผมเงียบๆ หน่อยอย่าไปพูดอะไรมาก หลังจากนั้นก็อนุญาตให้ผมเดินทางไปประเทศอังกฤษเลย ส่วนครั้งล่าสุด ครั้งที่ 7 ทหารโทรมาหาผมแต่เช้าหลังจากที่ผมแสดงความคิดเห็นว่าถ้ารัฐบาลยังอยู่ไปอีก 20 เดือน เศรษฐกิจจะมีปัญหา ซึ่งพอโทรมาหาผมเสร็จ เขาก็มารับผมที่บ้าน

“ได้แต่คิดในใจว่ามันแปลก ต้องโดนอะไรแน่ๆ เลย แล้วสักประมาณ 09.30 น. ทหารก็มาถึง แต่ก่อนหน้านั้นผมก็โพสต์เฟซบุ๊กแล้วว่า ผมจะถูกเรียก แล้วก็มีนักข่าวตามมาที่บ้านผม วันนั้นทหารบอกให้ผมขึ้นรถทหารไป ไม่ต้องเอารถไปเดี๋ยวกลับมาส่งเอง พอไปถึงค่ายทหารมีหมอมารออยู่ 5-6 คน มาจับผมวัดความดัน วัดอุณหภูมิร่างกาย หมอทหารแต่ละคนมาถามเลยว่า เศรษฐกิจจะเป็นยังไง พี่ครับผมมีหุ้น ปตท.อยู่จะเป็นอย่างไรบ้าง จะซื้อทองได้ไหม

“จากนั้นมีทีมงานทหารอีกทีมเข้ามา แล้วบอกว่าผมพูดโน่นนี่ มาพูดให้เกิดความแตกแยก แล้วเขาก็ให้ผมไปที่ที่หนึ่ง พออีก 2 วัน มีนายทหารยศพันโท ที่ดูแลที่นั่นมาทักทาย พออยู่ครบ 7 วันก็เอาทหารพระธรรมนูญมาเต็มเลยแล้วบอกว่าผมผิด คดีเพียบเลย 5 คดีนะ นี่ถ้าไม่หยุดพูด ก็จะโดนคดีละ 3 ปี แล้วจะติดคุก 15 ปีเลยนะ ผมก็เลยไม่ค่อยได้พูด”

พิชัย สรุปว่า สิ่งที่พูดทั้งหมดนี้ คิดว่าการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยเป็นเรื่องที่จำเป็น ไม่ว่าจะเรียกว่าประชานิยมหรือประชารัฐ เมื่อดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างกัน แต่ปัญหาคือ ประชารัฐกลับไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกว่าความเป็นอยู่ของตัวเองดีขึ้นได้

“อีกทั้งหลายฝ่ายยังกังวลว่าประโยชน์ของประชารัฐจะตกอยู่กับกลุ่มบางกลุ่มมากกว่าจะตกอยู่กับประชาชน ดังนั้นจึงอยากให้มีการสำรวจความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใช้โพลสำรวจที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน” พิชัย สรุป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท