posttoday
สัมภาษณ์พิเศษ:ชัยชนะ..ไม่ได้มาด้วยโชค

สัมภาษณ์พิเศษ:ชัยชนะ..ไม่ได้มาด้วยโชค

01 สิงหาคม 2553

เติมเต็มชีวิตการเมืองได้สำเร็จ...หลังทิ้งเก้าอี้ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ มาเดินตามฝัน แม้จะต้องแบกรับความเสี่ยงบุกฐานเสียงพรรคคู่แข่ง...

เติมเต็มชีวิตการเมืองได้สำเร็จ...หลังทิ้งเก้าอี้ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ มาเดินตามฝัน แม้จะต้องแบกรับความเสี่ยงบุกฐานเสียงพรรคคู่แข่ง...

โดย...ทีมข่าวการเมือง

เติมเต็มชีวิตการเมืองได้สำเร็จ...หลังทิ้งเก้าอี้ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศ มาเดินตามฝัน แม้จะต้องแบกรับความเสี่ยงบุกฐานเสียงพรรคคู่แข่ง ซึ่งกว่าจะได้เป็นผู้แทน สส.กทม. เขต 6 สมใจก็ต้องลุ้นกันจนเหนื่อย

ระหว่างแต่งตัวรอการรับรองผลจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “หล่อกลาง” พนิช วิกิตเศรษฐ์ ว่าที่ สส.ป้ายแดงจากประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังวางโปรเจกต์ต่อเนื่องลงพื้นที่ทันทีหลังรับรองผล เปิดบ้านพักย่านเอกมัยมาวิเคราะห์ถึงชัยชนะที่เขายืนยันว่าไม่ได้ “สูสี” อย่างที่ถูกวิจารณ์

สัมภาษณ์พิเศษ:ชัยชนะ..ไม่ได้มาด้วยโชค

พนิช อธิบายว่า ผลคะแนน 9.65 หมื่นคะแนนของเขา กับ 8.13 หมื่นคะแนนของ ก่อแก้ว พิกุลทอง จากพรรคเพื่อไทย ห่างกันประมาณ 1.5 หมื่นคะแนน คิดเป็น 13-14% ถือว่าไม่น้อย กับการมาลงคะแนนใช้สิทธิประมาณ 1.9 แสนคน ซึ่งคิดเป็น 49.55% สอดรับกับผลสำรวจที่คะแนนของเขาดีขึ้นเรื่อยๆ จนช่องว่างระหว่างคะแนนกว้างขึ้นมากจาก 3-4% มาเป็น 5-6% และสูงกว่า 10% ในช่วงโค้งสุดท้าย 

ดังนั้น หากเทียบบัญญัติไตรยางศ์ง่ายๆ จากคะแนน 9.65 หมื่นคะแนนของเขา ประเมินว่ามีผู้มาใช้สิทธิเป็น 70% เท่าการเลือกตั้งปกติ คะแนนเขาก็จะออกมาประมาณ 1.16 แสนคะแนน มากกว่าคนที่ได้ที่หนึ่งครั้งก่อนเสียอีก

“พอใจไหม ผมพอใจมาก เพราะถ้าเทียบตามสัดส่วน ซึ่งยังไม่เคยคุยให้ใครฟัง ผมนั่งวิเคราะห์ของผมเอง ที่สำคัญที่สุดคือ หากเป็นช่วงอาทิตย์ปกติไม่ใช่วันหยุดยาว ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิจะเพิ่มเป็น 60-70% และคะแนนที่เพิ่มขึ้นมาผมเชื่อว่าจะชนะเป็นส่วนใหญ่”

ทว่าด้วยจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ถึง 50% นี่เอง ที่ทำให้ “พนิช” ยอมรับว่าเตรียมใจว่าคงจะต้องลุ้นด้วยความระทึกและตื่นเต้น ระหว่างลุ้นคะแนนพร้อมกับภรรยา ลูกๆ และแม่ยาย แม้สุดท้ายจะชนะทั้ง 4 เขต แม้แต่คันนายาวที่คาดว่าอาจแพ้เล็กน้อย

“บอกตรงๆ ว่าตอนปิดหีบ พอเริ่มนับตอน 4 โมง ผมก็เสียวมากเพราะผมนำอยู่ 1,000-2,000 คะแนน จนนับไป 50% ตอนนั้น 5 โมงกว่า ผมนำ 5,000 คะแนน 6 โมง 75% ผมนำสัก 6,000-7,000 คะแนน พอผมทราบว่าคะแนนนำถึงหมื่น ผู้ใหญ่โทร.มาบอกให้ไปที่พรรคได้แล้ว”

ส่วนสำคัญของชัยชนะครั้งนี้มาจากการระดมสรรพกำลังของ “รัฐมนตรี” และ สส.เข้าไปช่วยหาเสียงกันแบบที่ “พนิช” ยังมองว่าคงจะไม่มีอย่างนี้อีกแล้วในชีวิต พร้อมใช้เวลานานกว่าจะไล่เรียงว่า สส. รัฐมนตรีแต่ละคนมาช่วยหาเสียงกันกี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนครบทุกคน
ดังนั้น ตัวเขาจึงไม่รู้สึกว่าโดนลอยแพอย่างที่เป็นข่าวในช่วงแรก เพราะพอเป็นข่าว สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ก็เรียกประชุม สส.กทม. ทั้งหมดบอกว่าทุกคนต้องให้ความช่วยเหลือพนิชในพื้นที่ กทม. และประชุม สส.ทั้งหมดให้ช่วยลงพื้นที่โค้งสุดท้าย

ควบคู่ไปกับการใช้นโยบาย “ดาวกระจายบายวัน” ช่วง 10 วันสุดท้าย ซึ่งจะมี สส.และรัฐมนตรีแต่ละเขตลงพื้นที่หลายสายมาเฉลี่ย 2-3 สายต่อเขต 4 เขตก็จะตกประมาณ 8-12 สาย ในแต่ละวันย้อนไป 10 วันที่|สส.และรัฐมนตรีจะเดินไปกันเอง

“ไม่ต้องพูดถึง สมัย เจริญช่าง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งที่ประกบผมเลยไม่มีหยุด ผมเดิน 30 วันเต็มโดยไม่หยุดสักหนึ่งวัน เช้ายันเย็น กลางคืนทำงานเป็นรูทีน 6 โมงหน้าหมู่บ้าน ต่อด้วยไปโรงเรียน ต่อด้วยหน่วยงานราชการ เอกชน พักกินข้าวเที่ยง ไปโรงเรียน แห่ไปตามห้างร้าน บริษัท เคาะประตู

ตอนเย็นไม่เหมือนพื้นที่อื่น ต้องไปกลุ่มย่อยๆ ผู้นำชุมชน หมู่บ้านประธานชุมชน ผู้นำมัสยิด ผมจะเข้ามัสยิดเกือบทุกวัน ผมมีตัวเลข ไปหนองจาก 37 ครั้ง บึงกุ่ม 35 ครั้ง คลองสามวา 39 ครั้ง น้อยสุด คันนายาว 26 ครั้ง บวกกัน 100 กว่าครั้ง ไปโรงเรียน วัดไทย มัสยิด หมู่บ้าน

สัมภาษณ์พิเศษ:ชัยชนะ..ไม่ได้มาด้วยโชค

“ไม่ใช่ฉาบฉาย ฉาบฉวยไม่ได้ คนไปวิเคราะห์แบบฉิวเฉียด ผมบอกตรงๆ นะว่า เทียบกันลำบาก ผมลงขนาดนี้ได้คะแนนมาขนาดนี้ ถ้าไม่ลงเลยผมจะได้คะแนนมาเท่าไหร่ ขณะที่ของเขาไม่ลงพื้นที่ และผมเชื่อว่าไม่ใช่กระแสอย่างเดียว มันเป็นฐานที่เขาทำไว้นานกว่าเราเยอะ ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย ของคุณหญิงท่านหนึ่งที่มีฐานเสียงท่านฐานเสียงแข็งมากอยู่ในพื้นที่นั้นอยู่แล้ว”

กว่าจะได้มาลงสนามครั้งนี้ “พนิช” เคยอาสาตัวเองลงศึกเลือกตั้งหลายรอบ ไม่ว่าจะเป็น พ.ย. 2550 ที่เคยขออนุญาต “อภิสิทธิ์” ลาออกจากรองผู้ว่าฯ ซึ่งยังเหลือวาระอีก 8 เดือน มาลงสมัคร แต่ไม่ได้รับการยินยอมแม้จะมีลูกอ้อนต่ออีกรอบสองรอบ

“อีกสองสามวันจะมีการรับสมัครผมก็ยังไปขออีกว่า ท่านครับ เป้าหมายในชีวิตอันหนึ่งของนักการเมืองคืออยากเป็น สส. และครั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นโอกาสที่ไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งใหม่อีกทีเมื่อไหร่ ถ้าชนะก็ไปเป็นรัฐบาล แพ้ก็เป็น สส. ท่านบอกยังไม่เหมาะสมเวลานี้ ผมก็หยุดเลย”

โอกาสอีกครั้งเมื่อเดือน ต.ค. ปีก่อน มีการเลือกตั้งซ่อม ผู้ใหญ่ในพรรคก็โทร.มาหาว่าจะลงหรือไม่ แต่ขณะนั้นด้วยโรคร้ายจนหน้าเบี้ยวไปข้าง และต้องพักรักษาตัวหลายเดือนกว่าจะหายปกติ ทำให้ต้องพลาดโอกาสเดินตามฝันอย่างน่าเสียดายจนมาสุกงอมในครั้งนี้

“ตอนนั้นผมก็ยังสนุกกับงานกระทรวงการต่างประเทศ แต่สุดท้ายก็มามองเป้าหมายที่ชีวิตการทำงานของเรา ซึ่งผมมีความเชื่อเสมอว่าต้องได้เป็น สส.ตัวแทนประชาชน อันนั้นถึงจะเรียกว่าครบบทบาทการเป็นนักการเมือง

...ผมบริหารท้องถิ่นมา 4 ปี อยู่ระดับชาติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ มา 1 ปี กับ 4 เดือน ผมยังไม่เคยเป็นตัวแทนประชาชนเลย เล่นการเมืองมาหลายปี บางคนเขาเล่นการเมืองแล้วเป็น สส.เลย แต่ผมอาจจะมาคนละแบบ”

ที่สำคัญการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะแค่งาน “เฉพาะกิจ” เขาจะรักษาการเป็นตัวแทนประชาชนไปอีกนานที่สุด เขาถึงประทับใจและลงพื้นที่หนักมากเพื่อจะได้เจอประชาชน เพราะคิดว่าไม่ใช่เลือกตั้งครั้งนี้ครั้งเดียว

“ผมกล้าพูดอย่างน้อยต้องลงพื้นที่นี้อีกครั้งแน่นอน ถ้าผมจะเล่นการเมือง ระดับความก้าวหน้าในชีวิตการเมือง มีอย่างเดียวผมผูกพันกับพื้นที่ไหนแล้ว ผมไปเปิดตัวที่ไหนแล้ว ผมก็จะอยู่ตรงนั้น ยกเว้นพรรคบอกว่าไม่ให้คุณลงที่นั่น”

*************************

เพื่อนมาร์คไม่ใช่เด็กเส้น

สามตำแหน่งสำคัญทางการเมืองของ “พนิช” ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ รองผู้ว่าฯ กทม. และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ล้วนมีที่มาจาก “เพื่อนมาร์ค” ที่คอยปูทางไว้ให้จนหลายคนมองว่าเขาเป็น “เด็กเส้น”

สัมภาษณ์พิเศษ:ชัยชนะ..ไม่ได้มาด้วยโชค

“ถ้ากลับไปดูดีๆ นายกฯ เลือกผม ไม่ใช่ได้ตำแหน่งแล้วเลือก ถ้าเป็นเด็กเส้นจริง คุณอภิรักษ์ต้องชนะแล้ว พนิชค่อยมาเป็นรองผู้ว่าฯ อันนี้แกให้ผมลาออกจากงาน 6 เดือน ก่อนที่จะมีการลงคะแนน ตอนนั้นคุณอภิสิทธิ์บอกผมว่าคุณต้องออกเลยทันที เพื่อมาช่วยอภิรักษ์หาเสียง”

พนิช ย้อนความสัมพันธ์ของ “มาร์ค-หนุ่ม” ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 27 ปีก่อนกับการไปร่วมฝึกงานที่ธนาคารกรุงเทพ ในโครงการธนาคารคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งนอกจากทั้งคู่แล้วยังมี ทศ จิราธิวัฒน์ ณินทิรา โสภณพนิช ฯลฯ ซึ่งยังเป็นเพื่อนกันเหนียวแน่น

“ผมมองว่าผมเป็นเพื่อนคุณอภิสิทธิ์ และความเป็นเพื่อนนี้มันเลือกไม่ได้ ผมรู้จักแกอย่างน้อยก็ 27 ปี ผมไม่ได้เลือก เป็นจังหวะชีวิตที่มาเจอกันและเรียนอยู่ประเทศเดียวกัน ถามว่าเป็นเด็กเส้นไหม ผมกล้าพูดว่าคนอย่างคุณอภิสิทธิ์ ถ้าคนไม่ดี ไม่เก่ง จะให้สนิทกับแกแค่ไหนแกก็ไม่เลือก

...พวกเราทุกคนต้องมีคนมาช่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค นายกฯ รองนายกฯ แม้แต่ผมเองก็ต้องสร้างเพื่อนผมวันนี้ ที่ต่อไปจะต้องมาช่วยงานผม”

ความเป็น “เพื่อนมาร์ค” นี่เอง ที่ทำให้อดีตประธานเจ้าหน้าที่ สายการลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม อยุธยา เจ เอฟ ตัดสินใจทิ้งรายได้กว่าปีละ 10 ล้านบาท มาเป็นทีมงานลุยหาเสียง ร่วมกับ “อภิรักษ์” ซึ่งขณะนั้นโอกาสที่ชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ ยังริบหรี่
“ระหว่างอยู่ภาคเอกชน ผมเจออภิสิทธิ์หลายครั้ง ตั้งแต่เขาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ไปเจอผมที่ฮ่องกง ในฐานะผู้จัดการกองทุน เจอผมที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพักผ่อน ตลาดหัวหิน ก็คุยเรื่องการเมืองกัน นัดทานข้าวกันหลายครั้ง

...จนมีครั้งหนึ่งมาถามว่าพร้อมเล่นการเมืองหรือยัง ผมบอกไม่พร้อม งั้นคุณมาเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการก่อน คุณอภิสิทธิ์ชอบเศรษฐกิจมาก จะถามเรื่องตลาดการเงิน ซึ่งผมเป็นเอ็กซ์เพิร์ท เป็นมืออาชีพด้านการบริหารเงิน”

การตัดสินใจก้าวเข้าสู่ถนนการเมือง “พนิช” อธิบายว่าอยากรับราชการ อยากเป็นนักการทูต เพราะสนใจการเมืองตั้งแต่เรียนหนังสือ และช่วงต้นปี 2547 ครอบครัวพร้อม ลูกชายลูกสาวโตพอ ฐานะทางครอบครัวมีโอกาสดี ไม่ได้เดือดร้อน รวมทั้งจุดอิ่มตัวในงานด้านเอกชน 14-15 ปี ตำแหน่งสูงสุดในบริษัท

“สุดท้ายผมเชื่อในตัวคุณอภิสิทธิ์มากๆ และพรรคประชาธิปัตย์มากๆ เพราะเขาเป็นเพื่อนผมและพรรคประชาธิปัตย์เอง ผมเชื่อมั่นอยู่ในอุดมการณ์อยู่แล้ว ผมเข้าปูนซิเมนต์ไทย เพราะผมเชื่อในองค์กรในการผลิตผู้บริหารที่ดี มาอยู่กลุ่มเจ เอฟ เป็นผู้จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตอนนั้น

....หนึ่ง ยึดองค์กรขนาดใหญ่มั่นคงที่จะไปฝากชีวิตการทำงานได้ สอง บุคคลที่ผมเข้าไปทำงานด้วย ผมต้องมั่นใจตัวเขา ผมเข้าประชาธิปัตย์ด้วยองค์ประกอบ ตัวคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นสถาบันเก่าแก่”

ส่วนที่เป็นห่วงกันว่า พรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบนั้น พนิช อธิบายว่าตัวเขาเข้าประชาธิปัตย์ในช่วงที่ประชาธิปัตย์ถดถอยที่สุด ตอนประมาณปี 2547 วันนั้นไปบอกใครว่าจะลาออกไปลงการเมือง ทุกคนยังประหลาดใจที่ไปอยู่ประชาธิปัตย์

ดังนั้น วันนี้จะยุบพรรคไม่ยุบพรรคไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องไปกังวล วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ และเขามีหน้าที่ลงสมัครในช่วงเดือนที่ผ่านมา และนำชัยชนะให้ประชาธิปัตย์ก็ทำจนสำเร็จ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท