
ปรองดองจากห้องใจ
ปัญหาของการสร้างความปรองดองน่าจะต้องเริ่มต้นที่ “ใจ” ด้วยการเปิดใจรับรู้รับฟังทุกอย่าง พร้อมกับการลืมความเศร้าโศกเสียใจและความโกรธแค้น...
ปัญหาของการสร้างความปรองดองน่าจะต้องเริ่มต้นที่ “ใจ” ด้วยการเปิดใจรับรู้รับฟังทุกอย่าง พร้อมกับการลืมความเศร้าโศกเสียใจและความโกรธแค้น...
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ปรองดองจากห้องใจ เปิดเผยให้ได้รับรู้
ความเศร้าความหดหู่ คือศัตรูความปรองดอง
ยิ้มแย้มอย่างแจ่มใส เปิดหัวใจให้ทุกห้อง
สันติไมตรีปอง เถิดผองไทยไม่คลั่งแค้น
* พลาดผิดคิดขอโทษ ลืมให้หมดโกรธฝังแน่น
เมตตาธรรมค้ำถิ่นแคว้น คือแก่นแกนสังคมเรา
ปรองดองจากห้องจิต นำชีวิตให้หายเศร้า
เรื่องหนักจักผ่อนเบา จงกล่อมเกลาเข้าใจกัน
(*ซ้ำท่อนแยกจนจบ)
บทเพลงข้างต้นไม่ทราบว่าใครเป็นคนแต่ง เพราะผู้เขียนเปิดเจอในสังคมออนไลน์ในหน้าสื่อบางแห่งที่มีผู้แสดงความคิดเห็นโต้ตอบกันไปมา โดยที่ไม่ทราบว่าใครเป็นใคร แต่เห็นว่าให้ความรู้สึกตรงกับเรื่องที่อยากเขียน จึงเอาชื่อเพลงนั้นมาเป็นชื่อของบทความ
ในทางการเมืองมีทฤษฎีกล่าวไว้ว่า ความขัดแย้งเป็นภาวะปกติในสังคมมนุษย์ เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่จะต้องดำเนินการแก้ไขความขัดแย้งนั้นที่เรียกกันว่า “การสร้างความสมดุลเชิงผลประโยชน์” (Interest Equilibrium) อย่างที่นายโรเบิร์ต เอ ดาห์ล ให้คำจำกัดความไว้ว่า “การเมืองเป็นเรื่องของการแบ่งปัน ซึ่งสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคม (หรือผลประโยชน์ที่ทุกคนต้องการเหมือนๆ กัน) เพื่อให้สังคมไปสู่ความสมดุล (อันได้แก่เสถียรภาพและความอยู่รอดของระบบ)”
การเมืองไทยที่มีปัญหาก็เพราะ “มีความไม่สมดุล” ในหลายๆ เรื่อง อย่างที่เป็นข้อเรียกร้องของฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติก็คือ “ความเท่าเทียมทางชนชั้น” ดังจะเห็นได้จากแนวทางการต่อสู้ที่ชูประเด็นเรื่อง “อำมาตย์-ไพร่” ซึ่งยังเป็นปัญหาค้างคาใจของคนในภาคส่วนนี้อยู่อย่างเหนียวแน่น
ระหว่างนี้ที่มหาวิทยาลัยที่ผู้เขียนทำงานอยู่กำลังมีการอบรมนักศึกษา เรียกว่าการอบรมเสริมประสบการณ์วิชาชีพ ทั้งนี้เพราะในระบบการศึกษาทางไกลของมหาวิทยาลัยแห่งนี้จะต้องมีการประเมินคุณภาพนักศึกษาในขั้นสุดท้ายด้วยการให้นักศึกษามาใช้ชีวิตร่วมกัน 5 วัน 4 คืน เพื่อศึกษาพฤติกรรมและวัดผลสัมฤทธิ์ขั้นสุดท้าย เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีการเผชิญหน้าหรือได้รู้จักกัน เพราะเป็นการเรียนทางไปรษณีย์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก
ในกลุ่มนักศึกษารัฐศาสตร์ที่ผู้เขียนรับผิดชอบก็จะมีกิจกรรมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ร่วมกันในหลายๆ รูปแบบ ได้แก่ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์และนันทนาการ (แปลว่า การอันรื่นเริง) เพื่อให้นักศึกษาได้สนิทสนมและทำกิจกรรมทางวิชาการได้ดีขึ้น และกิจกรรมทางวิชาการที่แบ่ง
ย่อยเป็นอีกหลายกิจกรรม เช่น การเขียนงานวิชาการ การวิพากษ์วิจารณ์ เทคนิคการนำเสนอ และการวิเคราะห์การเมือง รวมทั้งกิจกรรมเพื่อสร้างคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งเป็นตัวกำหนดอย่างหนึ่งของการประกันคุณภาพในระดับอุดมศึกษา
กิจกรรมที่เพิ่งเสร็จในคืนวันพฤหัสบดีสำหรับนักศึกษารุ่นนี้ในกลุ่มของผู้เขียนก็คือ การให้นักศึกษาได้วิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นในสถานการณ์บ้านเมืองตามที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ โดยตั้งประเด็นใหญ่ว่า “การปฏิรูปประเทศ” เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศที่กำลังเป็นอยู่ในบ้านเมือง โดยย้ำว่าจะต้องเป็นการแสดงความคิดเห็นที่มีวิชาการเป็นแกนความคิด
แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกิจกรรมที่ตั้งไว้ คือ นักศึกษาส่วนใหญ่ยังยึดติดอยู่กับความเห็นและความรู้สึกส่วนตัวอย่างเข้มแข็ง และบ่อยครั้งก็มีการกระทบกระทั่งกันจนเกือบจะวางมวยกันก็มี (ทราบว่ามีบางห้องอาจารย์ต้องเชิญนักศึกษาเดินออกมาสงบสติอารมณ์นอกห้อง)
ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็คือความขัดแย้งในสังคมรอบนอกเรื่อง “เสื้อเหลือง-เสื้อแดง” ที่ยังมีอิทธิพลอย่างยิ่งของนักศึกษา ซึ่งก็พอดีว่านักศึกษาที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมาจากนานาอาชีพ อายุก็มีตั้งแต่หนุ่มสาวจนถึงคนที่เกษียณอายุราชการแล้ว มีทั้งพระภิกษุ และจากทุกภูมิภาค จึงพอจะอ้างอิงได้ว่าเป็นตัวแทนความคิดเห็นของคนไทยในภาพกว้างนั้นได้ (ในระดับหนึ่ง)
ผู้เขียนแม้จะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเพียงใดก็อดที่จะ “หดหู่” ไม่ได้ว่า ถ้าคนไทยในบ้านเมืองยังคิดแตกแยกกันอย่างนี้ แล้วอนาคตของบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร?
จึงต้องมองย้อนไปที่บทเพลงดังที่ได้นำเสนอในตอนต้นของบทความว่า ปัญหาของการสร้างความปรองดองน่าจะต้องเริ่มต้นที่ “ใจ” ด้วยการเปิดใจรับรู้รับฟังทุกอย่าง พร้อมกับการลืมความเศร้าโศกเสียใจและความโกรธแค้นที่มีอยู่นั้นเสียก่อน รวมทั้งต้องคิดที่จะให้อภัย
แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามสร้างความปรองดองด้วยวิธีการต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ยังรักษาไว้ซึ่งบางสิ่งบางอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อความปรองดอง เช่น การควบคุมด้วยกฎหมายแบบเผด็จการ หรือการพยายามสร้างความน่ากลัวด้วยการปล่อยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นอยู่ได้เรื่อยๆ อย่างการวางระเบิดที่หลายคนเชื่อว่าอาจจะเกิดจากคนที่ไม่ต้องการให้บ้านเมืองมีความสงบ เพื่อที่จะให้คงผลประโยชน์บางอย่างไว้ เช่น งบประมาณเกี่ยวกับความมั่นคง ฯลฯ อย่างที่เห็นในภาคใต้ ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ก็ยังไม่เห็นเหตุการณ์จะเบาบางลง แถมยังต้องมีการทุ่มเทงบประมาณมากขึ้นทุกๆ ปี อย่างกับ (มีใครรู้) ว่าจะต้องมีเหตุการณ์ที่รุนแรงเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
ขอให้รัฐบาลจงศึกษาแนวคิดด้านรัฐศาสตร์ที่ผู้เขียนได้ยกมาอ้างในตอนต้นว่า จะทำอย่างไรให้เกิดความสมดุลเชิงผลประโยชน์นั้นให้ได้ อย่าเพียงแต่เอาใจเฉพาะบางคนบางกลุ่ม อย่างที่หลายคนเห็นว่ารัฐบาลนี้เอาใจทหารค่อนข้างมาก หรือในด้านหนึ่งก็พยายามจะให้ความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ถึงกับให้มีคณะกรรมการจากบุคคลภายนอกมาดูแลเรื่องนี้ให้รัฐบาลเป็นการเฉพาะ แต่พอถึงวาระที่จะต้องมีการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งใหม่ในปีนี้ก็ดูเหมือนจะ “เกี้ยเซี้ย” ยอมให้นักการเมืองร่วมรัฐบาล “กระทำย่ำยี” กับตำรวจเหมือนเช่นเคย
คนไทยมีสำนวนต่อว่าที่แสบสันให้กับการกระทำที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พูดนี้ไว้มากมาย เช่น ต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโก หน้าไหว้หลังหลอก สับปลับ โกหกตอแหล ฯลฯ
ไหนๆ ท่านก็มีอำนาจในทุกเรื่องแล้ว ก็จงเลือกเอาสักคำตามใจท่านเถิด!







